“เก่งนะ แต่…” เมื่อคำวิจารณ์คนเก่ง อาจกำลังบอกปัญหาขององค์กร
- 19 ชั่วโมงที่ผ่านมา
- ยาว 2 นาที

ในหลายองค์กร เรามักเจอคนเก่งบางประเภทที่ทุกคนยอมรับในความสามารถ แต่เมื่อชื่อของเขาปรากฏขึ้นในวงสนทนาเรื่อง Talent หรือการเลื่อนตำแหน่ง มักมีคำว่า “แต่” ตามมาเสมอ “เก่งนะ แต่เร็วเกินไป” “เก่งนะ แต่คนอื่นตามไม่ทัน” หรือ “เก่งนะ แต่ยังมีปัญหาเรื่องคน”
เมื่อคำวิจารณ์เหล่านี้ถูกพูดซ้ำมากพอ มันจะค่อย ๆ เปลี่ยนจาก Feedback ต่อพฤติกรรมบางอย่าง ไปเป็น Reputation ของคนคนนั้น และจาก Reputation ก็กลายเป็นคำอธิบายว่าเหตุใดเขาจึงยังไม่พร้อมสำหรับตำแหน่งที่ใหญ่ขึ้น
แต่มีความเป็นไปได้อีกแบบที่องค์กรมักตรวจสอบน้อยกว่ามาก นั่นคือ คนที่ดูเหมือนกำลัง “สร้างแรงเสียดทาน” อาจไม่ได้เป็นคนสร้างมันขึ้นมา เขาอาจเป็นเพียงคนแรกที่วิ่งเร็วพอจนชนกับแรงเสียดทานที่มีอยู่ในระบบอยู่แล้ว
🔥 เมื่อปรับพฤติกรรมแล้ว แต่ Feedback ยังเหมือนเดิม
ลองนึกถึงผู้บริหารคนหนึ่งที่ CEO ชื่นชมว่าเป็นคนตัดสินใจเร็ว กล้าขับเคลื่อน และไม่ปล่อยให้องค์กรเสียเวลากับเรื่องที่ควรจบ แต่ในเวลาเดียวกัน คนรอบข้างกลับวิจารณ์ว่าเขาเร็วเกินไป ตัดสินใจก่อนที่คนอื่นจะพร้อม และทำให้ทีมต้องวิ่งตาม
สิ่งที่น่าสนใจคือ คำชมและคำวิจารณ์กำลังอธิบายพฤติกรรมเดียวกัน
เมื่อได้รับ Feedback เขาจึงพยายามปรับตัว เปิดพื้นที่ให้คนอื่นมากขึ้น ชะลอการตัดสินใจ รับฟังมากขึ้น และประนีประนอมมากขึ้น แต่เมื่อผ่านไปหนึ่งปี Feedback ในการประเมินกลับยังเหมือนเดิมแทบทุกคำ
นี่ควรเป็นสัญญาณสำคัญสำหรับองค์กร เพราะหากตัวแปรที่เราคิดว่าเป็นสาเหตุถูกเปลี่ยนไปแล้ว แต่ผลลัพธ์ยังไม่เปลี่ยน สิ่งที่ควรตั้งคำถามอาจไม่ใช่ว่า “เขาต้องปรับตัวอีกแค่ไหน” แต่คือ เรากำลังวินิจฉัยปัญหาผิดที่หรือไม่
🔥 แรงเสียดทานแบบเดียวกัน อาจมีต้นเหตุไม่เหมือนกัน
คำว่า “มีปัญหาเรื่องคน” เป็นคำวินิจฉัยที่กว้างเกินไป เพราะแรงเสียดทานที่เราเห็นจากภายนอกสามารถเกิดจากต้นเหตุอย่างน้อยสี่แบบที่แตกต่างกันมาก
แบบแรกคือ Skill Gap คนคนนั้นอาจขาดทักษะจริง เช่น ฟังคนไม่เป็น สื่อสารไม่ชัด หรือไม่สามารถปรับวิธีทำงานให้เหมาะกับสถานการณ์ กรณีนี้การ Coaching และ Development เป็นคำตอบที่สมเหตุสมผล
แบบที่สองคือ Outdated Reputation พฤติกรรมของเขาเปลี่ยนไปแล้ว แต่ความทรงจำขององค์กรยังไม่เปลี่ยน คนยังประเมินเขาจากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน จน Feedback ในอดีตแข็งตัวกลายเป็นตัวตน
แบบที่สามคือ Overused Strength จุดแข็งที่เคยทำให้เขาประสบความสำเร็จกำลังถูกใช้มากเกินไป ความเด็ดขาดกลายเป็นความแข็ง ความเร็วกลายเป็นความใจร้อน หรือความละเอียดกลายเป็น Micromanagement ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่การไม่มีความสามารถ แต่อยู่ที่การไม่รู้ว่าเมื่อไรควรใช้หรือหยุดใช้มัน
และแบบสุดท้ายคือ System Friction ตัวคนอาจไม่ได้เป็นต้นเหตุหลักเลย แต่กำลังทำงานอยู่ในระบบที่มีอำนาจหน้าที่ไม่ชัด การตัดสินใจซ้ำซ้อน การเมืองระหว่างหน่วยงาน หรือวัฒนธรรมที่หลีกเลี่ยงความขัดแย้ง คนที่พยายามผลักงานให้เร็วขึ้นจึงกลายเป็นคนแรกที่ชนกับข้อจำกัดเหล่านั้น
ทั้งสี่กรณีสามารถสร้าง Feedback ที่ฟังคล้ายกัน แต่ต้องการวิธีแก้ต่างกันโดยสิ้นเชิง
🔥 ทำไมองค์กรจึงชอบวินิจฉัยว่าเป็นปัญหาของคน
เหตุผลหนึ่งคือ Skill Gap เป็นคำอธิบายที่องค์กรจัดการได้ง่ายที่สุด เรามี Competency Model มีแบบประเมิน มีหลักสูตร และมี Development Plan รองรับอยู่แล้ว หากผู้บริหารคนหนึ่งถูกมองว่าทำงานกับ Stakeholder ไม่ดี เราสามารถส่งเขาไปเรียน Stakeholder Management ได้ทันที
แต่หากปัญหาที่แท้จริงคืออำนาจตัดสินใจระหว่างสามหน่วยงานทับซ้อนกัน การแก้ปัญหาจะยากขึ้นทันที เพราะต้องแตะโครงสร้าง กระบวนการ และบางครั้งต้องแตะอำนาจของคนที่อยู่สูงกว่าเขาด้วย
การบอกว่า “คนนี้ต้องพัฒนาเรื่อง Collaboration” จึงง่ายกว่าการยอมรับว่า ระบบของเราอาจทำให้ Collaboration ยากเกินความจำเป็น
นี่คือเหตุผลที่ Development Plan บางฉบับอาจกำลังพยายามใช้บุคลิกของคนคนหนึ่งแก้ปัญหาที่เกิดจาก Organizational Design
🔥 Reputation อาจเปลี่ยนช้ากว่าคน
อีกปัญหาที่มักถูกมองข้ามคือ ความทรงจำขององค์กรไม่ได้อัปเดตเร็วเท่าพฤติกรรมของคน โดยเฉพาะในกระบวนการ Talent Review ซึ่งคนที่มีอิทธิพลต่อการประเมินบางคนอาจไม่ได้ทำงานใกล้ชิดกับพนักงานคนนั้นมาหลายปีแล้ว แต่ความคิดเห็นของเขายังคงมีน้ำหนักสูงในห้องประชุม
เมื่อป้ายอย่าง “เก่งแต่ไม่ฟังคน” ถูกสร้างขึ้นแล้ว ข้อมูลใหม่มักถูกตีความผ่านกรอบเดิม พฤติกรรมที่ยืนยันป้ายจะถูกสังเกตได้ง่าย ขณะที่พฤติกรรมที่ขัดกับป้ายอาจถูกมองว่าเป็นเพียงข้อยกเว้น
ผลคือคนสามารถเปลี่ยนไปแล้ว แต่ Reputation ไม่ได้เปลี่ยนตาม
ปัญหานี้ยิ่งสำคัญเมื่อองค์กรพึ่งพาการประเมินเชิงพฤติกรรมสูง เพราะพฤติกรรมไม่ได้มีความหมายโดยปราศจากบริบท ความเด็ดขาดในสถานการณ์หนึ่งอาจถูกมองว่าเป็น Leadership แต่พฤติกรรมเดียวกันในอีกสถานการณ์อาจถูกเรียกว่าไม่รับฟังคน
Competency Model จึงมีประโยชน์เมื่อช่วยให้องค์กรมีภาษากลาง แต่จะกลายเป็นข้อจำกัดทันที หากมันทำให้เรามองเห็นแต่ “พฤติกรรมของคน” โดยไม่ตรวจสอบ “บริบทที่สร้างพฤติกรรมนั้น”
🔥 ก่อนพัฒนาคน ต้องวินิจฉัยให้ถูกตัวแปร
ก่อนจะสรุปว่าใครสักคนมี Development Area องค์กรจึงควรถามคำถามที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น พฤติกรรมนี้เกิดขึ้นในทุกบริบทหรือเฉพาะกับบางทีม? คนที่ให้ Feedback ทำงานใกล้ชิดกับเขาครั้งล่าสุดเมื่อไร? เขาสามารถแสดงพฤติกรรมอีกแบบได้หรือไม่เมื่อสถานการณ์ต้องการ? และคนอื่นที่พยายามทำแบบเดียวกันในระบบเดียวกันเจอแรงเสียดทานแบบเดียวกันหรือไม่?
คำถามสุดท้ายมีความสำคัญเป็นพิเศษ เพราะช่วยแยก Individual Problem ออกจาก System Problem
หากมีเพียงคนเดียวที่ชนกำแพงซ้ำ ๆ เราอาจต้องตรวจสอบวิธีเดินของเขา แต่ถ้าคนหลายคนชนกำแพงตรงตำแหน่งเดียวกัน สิ่งที่ควรตรวจสอบต่อคือกำแพงนั้นเอง
🔥 ต้นทุนของการแก้ผิดที่ คือการทำให้คนเก่ง “ปลอดภัยขึ้น”
เมื่อองค์กรตีความแรงเสียดทานทุกอย่างว่าเป็นข้อบกพร่องส่วนบุคคล คนเก่งจะเรียนรู้ว่าพฤติกรรมบางอย่างมีต้นทุน คนที่เคยตัดสินใจเร็วเริ่มรอ คนที่เคยตั้งคำถามเริ่มเงียบ คนที่เคยพูดตรงเริ่มเลือกคำพูดจนประเด็นสำคัญหายไป และคนที่เคยท้าทายระบบเริ่มเรียนรู้ว่าเรื่องไหนไม่คุ้มที่จะชน
องค์กรอาจเรียกสิ่งนี้ว่า “Leadership Maturity” ทั้งที่บางครั้งสิ่งที่เกิดขึ้นคือ คนกำลังเรียนรู้ที่จะสร้างความไม่สบายใจให้องค์กรน้อยลง
เมื่อกระบวนการนี้เกิดซ้ำในทุก Talent Review ระบบการเลื่อนตำแหน่งจะค่อย ๆ เอียงไปหาคนที่เข้ากับรูปแบบเดิมได้ดีที่สุด คนที่ได้รับรางวัลจึงไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่สร้างคุณค่าได้มากที่สุด แต่อาจเป็นคนที่สร้างแรงเสียดทานกับระบบน้อยที่สุด
ไม่มีองค์กรใดตั้งใจคัดเลือก “ความกลมกลืนที่สบายใจ” แทน “แรงเสียดทานที่มีประโยชน์” แต่ระบบประเมินสามารถพาองค์กรไปถึงจุดนั้นได้ทีละรอบโดยไม่มีใครรู้ตัว
🔥 “เก่งนะ แต่…” ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการวินิจฉัย
ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่าคนเก่งทุกคนที่ถูกวิจารณ์เป็นเหยื่อของระบบ บางคนมี Skill Gap จริง บางคนใช้จุดแข็งมากเกินไป และบางคนสร้างผลกระทบเชิงลบต่อทีมจริง ความสามารถสูงไม่ควรเป็นข้อยกเว้นให้พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
แต่ก่อนจะเขียน Development Plan ก่อนจะตัดสินว่าใคร “ไม่เหมาะกับ Culture” หรือก่อนจะปิดคดีด้วยประโยคว่า “เก่งนะ แต่มีปัญหาเรื่องคน” องค์กรควรตอบให้ได้ก่อนว่า
เรากำลังแก้ทักษะของเขา แก้ Reputation ที่ไม่เคยอัปเดต แก้การใช้จุดแข็งผิดบริบท หรือกำลังขอให้คนคนหนึ่งใช้บุคลิกของตัวเองชดเชยข้อบกพร่องของระบบ
เพราะคนที่สร้างแรงเสียดทานมากที่สุดในองค์กร ไม่จำเป็นต้องเป็นคนที่มีปัญหามากที่สุดเสมอไป
บางครั้งเขาเป็นเพียงคนแรกที่ทำให้เราเห็นว่า ระบบมีปัญหาตรงไหน




ความคิดเห็น