เมื่อคนเริ่มปฏิเสธการเลื่อนตำแหน่ง นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าองค์กรกำลังเสนอ "ความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้น" โดยที่ไม่ได้เพิ่ม "อำนาจในการตัดสินใจ" ให้เลย
- 30 นาทีที่ผ่านมา
- ยาว 1 นาที

“ผมขอทำตำแหน่งเดิมต่อดีกว่าครับ”
ประโยคแบบนี้กำลังเกิดขึ้นในองค์กรบ่อยกว่าที่ผู้บริหารคุ้นเคย คนที่ผลงานดี ถูกมองว่าเป็น Talent และได้รับข้อเสนอให้ขึ้นเป็นหัวหน้า กลับขอเวลาคิด ก่อนจะกลับมาปฏิเสธสิ่งที่ในอดีตแทบไม่มีใครต้องคิดนาน
ปฏิกิริยาที่ตามมามักเป็นการตีความเรื่อง “คน” และอธิบายว่าคนรุ่นใหม่ไม่ทะเยอทะยาน ไม่อยากรับผิดชอบ หรือให้ความสำคัญกับ Work-Life Balance มากเกินไป
แต่ข้อมูลล่าสุดชวนให้มองอีกแบบหนึ่งเหมือนกัน
งานสำรวจของ Careerminds ในเดือนพฤษภาคม 2026 จากคนทำงานในสหรัฐฯ มากกว่า 3,000 คน พบว่าเกือบ 1 ใน 3 ของผู้ที่ได้รับข้อเสนอเลื่อนตำแหน่งในช่วงปีที่ผ่านมาเลือกปฏิเสธ และมากกว่าหนึ่งในสามของผู้ตอบแบบสำรวจเคยรับตำแหน่งใหม่แล้วรู้สึกเสียใจภายหลัง ที่น่าสนใจคือมีเพียง 21% ที่ยังมองว่าการเลื่อนตำแหน่งเป็นหนึ่งในวิธีที่ดีที่สุดในการทำให้ชีวิตดีขึ้น
นี่อาจไม่ใช่สัญญาณว่าคนเลิกอยากเติบโต แต่อาจเป็นสัญญาณว่า “ดีล” ที่องค์กรเรียกว่าความก้าวหน้า เริ่มไม่คุ้มเหมือนเดิม
🔥 การเลื่อนตำแหน่งคือดีล ไม่ใช่แค่รางวัล
ถ้าแกะตำแหน่งงานหนึ่งออกมา เราจะพบว่ามันประกอบด้วยอย่างน้อยสี่อย่าง คือ ความรับผิดชอบ อำนาจ ผลตอบแทน และต้นทุนชีวิต
ในอดีต การเลื่อนตำแหน่งมักทำให้ทั้งสามอย่างแรกเพิ่มขึ้นพร้อมกัน คุณรับผิดชอบมากขึ้น แต่ก็มีอำนาจตัดสินใจมากขึ้น ได้ผลตอบแทนสูงขึ้น และมีสถานะที่เปิดประตูไปสู่โอกาสใหม่
ปัญหาคือสมการนี้กำลังเปลี่ยนไปและมุมมองที่เคยมีนั้นต่างไปจากเดิม
หลายองค์กรเพิ่มความรับผิดชอบให้หัวหน้า แต่ไม่ได้เพิ่มอำนาจในสัดส่วนเดียวกัน คุณต้องรับผิดชอบผลงานของคนมากขึ้น แต่การเพิ่มคนยังต้องขออนุมัติ งบประมาณยังถูกกำหนดจากข้างบน การปรับกระบวนการต้องผ่านหลายฝ่าย และการตัดสินใจสำคัญยังถูกดึงกลับไปส่วนกลาง
สิ่งที่เพิ่มขึ้นจึงเป็น Accountability โดยไม่มี Authority
และเมื่อผลตอบแทนเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย การปฏิเสธตำแหน่งก็อาจไม่ใช่การขาดความทะเยอทะยาน แต่เป็นการคำนวณต้นทุนและผลตอบแทนอย่างมีเหตุผล
ข้อมูลของ Careerminds สะท้อนเรื่องนี้ค่อนข้างชัด 16% ระบุว่าค่าตอบแทนที่เพิ่มขึ้นไม่คุ้มกับความรับผิดชอบ และอีก 16% ไม่ต้องการความเครียดที่เพิ่มขึ้น ขณะที่ 53% บอกว่าหากต้องรับตำแหน่งที่เครียดกว่าเดิม พวกเขาต้องการเงินเพิ่มอย่างน้อย 20%
🔥 The Great Flattening กำลังเปลี่ยนงานของ “หัวหน้า”
เรื่องนี้ยิ่งสำคัญเมื่อเกิดพร้อมกับกระแส The Great Flattening หรือการลดชั้นการบริหาร
Korn Ferry รายงานว่า 41% ของพนักงานที่สำรวจทั่วโลกบอกว่าองค์กรของตนลดชั้นการบริหารลง ขณะที่ข้อมูล Gallup ที่ถูกรายงานในปี 2026 พบว่าจำนวน Direct Reports เฉลี่ยต่อผู้จัดการเพิ่มจาก 10.9 คนในปี 2024 เป็น 12.1 คนในปี 2025 และ 13% ของผู้จัดการดูแลคนตั้งแต่ 25 คนขึ้นไป
การลดชั้นอาจทำให้องค์กรเร็วขึ้นและประหยัดขึ้น แต่มีสิ่งหนึ่งที่มักถูกมองข้ามคือ ตำแหน่งหายไป แต่งานประสานงานไม่ได้หายตาม
งานจำนวนหนึ่งถูกโยนลงมายังผู้จัดการที่เหลืออยู่ หัวหน้าหนึ่งคนจึงต้องดูแลคนมากขึ้น ประสานงานมากขึ้น รับแรงกดดันจากข้างบนมากขึ้น และในหลายองค์กรยังต้องทำงานแบบ Individual Contributor ไปพร้อมกัน
องค์กรจึงอาจกำลังทำสองอย่างพร้อมกันโดยไม่รู้ตัว คือ ลดจำนวนขั้นบนบันได แต่เพิ่มน้ำหนักให้กับแต่ละขั้นที่เหลืออยู่
แล้วเราก็แปลกใจว่าทำไมคนเก่งไม่อยากก้าวขึ้นมา
🔥 อย่ารีบสรุปว่า “คนรุ่นนี้ไม่สู้”
ปัญหาของคำอธิบายนี้ไม่ใช่เพียงว่ามันอาจผิด แต่คือมันทำให้องค์กรหยุดตรวจสอบตัวเอง
ทันทีที่เราสรุปว่าคนไม่รับตำแหน่งเพราะทัศนคติ คำตอบก็จะกลายเป็นการสร้าง Motivation หา Leadership Training หรือพยายามโน้มน้าวให้เขา “มองเห็นโอกาส”
ทั้งที่คำถามที่ควรถามก่อนอาจง่ายกว่านั้นมาก
ตำแหน่งที่เรากำลังเสนอ เป็นโอกาสที่ดีจริงหรือไม่?
องค์กรสามารถลองทำ “บัญชีดีลของตำแหน่ง” โดยดูพร้อมกันสี่ช่องว่า เมื่อเลื่อนขึ้นมาแล้ว ความรับผิดชอบเพิ่มเท่าไร อำนาจตัดสินใจเพิ่มเท่าไร ผลตอบแทนเพิ่มเท่าไร และต้นทุนด้านเวลาและความเครียดเพิ่มเท่าไร
หากช่องแรกและช่องสุดท้ายเพิ่มขึ้นมาก แต่สองช่องตรงกลางแทบไม่ขยับ ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ Candidate เลย
มันอยู่ที่การออกแบบตำแหน่ง
🔥 ทำให้การเลื่อนตำแหน่งกลับมาเป็นความก้าวหน้า
การแก้ปัญหานี้จึงไม่ใช่แค่เพิ่มเงินเดือน เพราะต่อให้ค่าตอบแทนดีขึ้น ตำแหน่งที่ต้องรับผิดชอบทุกอย่างแต่ตัดสินใจอะไรไม่ได้ก็ยังเป็นตำแหน่งที่ไม่น่าดึงดูด
สิ่งที่องค์กรต้องคืนให้ตำแหน่งบริหารคือ Decision Rights ที่ชัดเจน หัวหน้าควรรู้ว่าเรื่องใดตัดสินใจเองได้ งบประมาณส่วนไหนจัดสรรเองได้ เลือกหรือปรับทีมได้แค่ไหน และเรื่องใดเท่านั้นที่ต้องยกระดับขึ้นไป
พร้อมกันนั้น องค์กรควรสร้างเส้นทางเติบโตที่ไม่บังคับว่าคนเก่งต้องกลายเป็นผู้จัดการเสมอ เพราะความเชี่ยวชาญกับความสามารถในการบริหารคนเป็นคนละทักษะ การมีสาย Individual Contributor ที่สามารถเติบโตทั้งด้านรายได้ อิทธิพล และสถานะได้ จึงช่วยให้การเติบโตไม่จำเป็นต้องแลกกับการคุมคน
และอีกทางเลือกที่น่าสนใจคือทำให้การขึ้นเป็นหัวหน้า “กลับได้” เช่น เปิดให้ทดลองบทบาทเป็นระยะเวลาหนึ่งก่อนตัดสินใจถาวร เพราะการลดความเสี่ยงของการรับตำแหน่ง อาจทำให้คนกล้าลองมากกว่าการบังคับให้ตัดสินใจครั้งเดียวแล้วอยู่กับมันหลายปี
ข้อมูลตลาดแรงงานเองก็สะท้อนว่าบันไดบริหารกำลังเปลี่ยนไป งานวิจัยของ ADP ซึ่งวิเคราะห์ข้อมูลคนทำงานมากกว่า 50 ล้านคนพบว่า อัตราการเลื่อนขึ้นสายบริหารในสหรัฐฯ ซึ่งเคยพุ่งเป็น 7.3% ในปี 2022 ลดกลับมาเหลือ 6.5% ในปี 2023 เท่ากับระดับก่อนโควิด ขณะที่ข้อมูลอีกชุดจาก Gusto พบว่าอัตราการเลื่อนตำแหน่งโดยรวมในปี 2025 ต่ำกว่าปี 2019 อย่างชัดเจน
นี่จึงอาจไม่ใช่เพียงเรื่องของ “คนรุ่นใหม่” แต่เป็นสัญญาณของระบบความก้าวหน้าในองค์กรที่กำลังถูกเขียนใหม่
เป็นเวลานาน เราออกแบบองค์กรบนสมมติฐานว่าการเลื่อนตำแหน่งเป็นรางวัล ดังนั้นเมื่อยื่นให้ใคร เขาควรดีใจและรับมัน
แต่วันนี้พนักงานจำนวนมากเริ่มเปิดกล่องของรางวัลนั้น แล้วถามว่า ข้างในมีอะไรอยู่จริง ๆ
ถ้าคนเก่งที่สุดในทีมคำนวณแล้วพบว่า การเป็นหัวหน้าหมายถึงรับผิดชอบมากขึ้น เครียดขึ้น มีเวลาน้อยลง แต่แทบไม่ได้มีอำนาจมากขึ้น
บางทีคำถามอาจไม่ใช่ว่า “ทำไมเขาถึงไม่อยากโต?”
แต่อาจเป็นว่า สิ่งที่เราเรียกว่า “โอกาสเติบโต” ยังเป็นความก้าวหน้าสำหรับคนรับอยู่จริงหรือเปล่า




ความคิดเห็น