top of page

เมื่อแรงกดดันสูงเกินไป องค์กรกำลังปลูกฝังการทุจริตโดยไม่รู้ตัว

  • 3 วันที่ผ่านมา
  • ยาว 1 นาที

วันนี้ผมอ่านหนังสือเรื่องปรัชญาการปกครองและบริหารคนของจีนแล้วก็มีประเด็นน่าสนใจอยู่ไม่น้อยของสาเหตุที่พนักงานคอร์รัปชันกับทุจริตนั้นอาจไม่ได้มาจากเพราะความโลภในตัวบุคคล แต่มาจากแรงกดดันและกฎระเบียบที่เข้มงวดของตัวองค์กรเองเสียอีกต่างหาก


ที่เป็นแบบนั้นเพราะบรรดาแรงกดดันที่ผูกติดกับความอยู่รอดของพนักงานนั้นจะทำให้พนักงานเข้าสู่ Survival Mode ซึ่งในโหมดนี้เองที่เรื่องจริยธรรม ศีลธรรม จะไม่ได้อยู่ในลำดับความสำคัญเป็นอันแรก


🔥 จากแรงกดดันสู่การโกง


ความเข้าใจเบื้องต้นในเรื่องนี้คือเป้าหมายผลงานของตัวพนักงานถูกตั้งไว้อย่างเข้มข้นและมีบทลงโทษหากทำไม่ได้ นั่นทำให้เกิดความวิตกกังวลและความตึงเครียดที่สูงขึ้น ซึ่งอารมณ์เหล่านี้ทำให้เกิด “ทางลัดที่ผิดจริยธรรม” แล้วกลายเป็นทางเลือกที่สมเหตุสมผลของตัวผู้กระทำไปอย่างรวดเร็ว


ถ้าจะให้เห็นภาพก็ลองคิดถึงตัวอย่างที่ว่าพนักงานเกิดความคิด “ถ้าไม่ถึงเป้า ฉันจะโดนไล่ออก” ทำให้พวกเขามีแนวโน้มที่จะปรับแต่งตัวเลข ปกปิดความผิดพลาด หรือบิดเบือนข้อมูลเพื่อปกป้องสถานะตัวเอง ซึ่งสิ่งเหล่านี้เรียกว่า Ethical Fading หรือสภาวะที่คนโฟกัสแต่ผลงานเชิงตัวเลขจนลืมมิติทางศีลธรรมทางการตัดสินใจ


เรื่องนี้อาจจะไม่ใช่แค่การคอร์รัปชันใหญ่ หากแต่เป็นการกระทำเล็ก ๆ ของพนักงานกับความรับผิดชอบของตัวเอง เช่น การโกหกในรายงาน การระบุผลงานเกินจริง ตลอดจนถึงการตกลงนอกเหนือสัญญากับลูกค้า เป็นต้น


🔥 ความเข้มงวดที่จุดชนวนพฤติกรรมผิด


นอกจากนี้แล้ว ความเข้มงวดในองค์กรเองก็สามารถเป็นสาเหตุทำให้เกิดความผิดปกติเหล่านี้ได้


1. การบริหารด้วยความกลัว (Fear-Based Management)


การตำหนิต่อหน้าสาธารณะ การข่มขู่เรื่องแผนปรับปรุงผลงาน หรือวัฒนธรรม zero-tolerance ที่ไม่เปิดพื้นที่ให้เรียนรู้จากความผิดพลาด ทำให้พนักงานรู้สึกไร้อำนาจและถูกลดทอนความเป็นมนุษย์ ความรู้สึกเช่นนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับทั้งการโกงและการถอนตัวทางอารมณ์จากองค์กร


2. ผู้จัดการที่ยึด “ตัวเลข” เป็นศูนย์กลาง (Bottom-Line Mentality)


หัวหน้าที่สนใจเพียงผลลัพธ์ ไม่สนใจวิธีการ ส่งสัญญาณโดยนัยว่า “วิธีไหนก็ได้ ขอให้ถึงเป้า” เมื่อพนักงานรับรู้เช่นนั้น พฤติกรรมผิดจริยธรรมจะถูกตีความว่าเป็นความภักดีต่อองค์กร ไม่ใช่การทรยศ


3. วินัยที่ไม่ยุติธรรมและไม่สม่ำเสมอ


การลงโทษรุนแรงกับความผิดเล็กน้อย หรือการปกป้อง “ดาวเด่น” ที่ทำผิดกฎ ทำลายความรู้สึกเรื่องความยุติธรรม เมื่อพนักงานมองว่าองค์กรไม่แฟร์ พวกเขามักรู้สึกว่าการโกงเล็ก ๆ น้อย ๆ คือการ “เอาคืน” อย่างสมเหตุสมผล


🔥 จากพฤติกรรมรายบุคคลสู่การคอร์รัปชันเชิงระบบ


แรงกดดันที่ไม่สมดุลจะไม่ได้หยุดอยู่แค่การบิดเบือนรายงานฉบับเดียว และหากองค์กรยังคงให้รางวัลกับ “ผลลัพธ์ไม่ว่าได้มาอย่างไร” วัฒนธรรมจะค่อย ๆ ปรับตัวไปสู่ความผิดปกติในระบบ ไม่ว่าจะเป็น

- การตั้ง KPI ที่บิดเบี้ยว ไม่ถูกต้องตามหลักความเป็นจริง

- การแข่งขันภายในที่รุนแรง

- การให้รางวัลเฉพาะผู้ชนะ


สิ่งเหล่านี้ทำให้การโกงกลายเป็น “วิธีที่นี่เขาทำกัน” จากการกระทำของคนคนเดียว สู่การประสานงานทั้งทีมเพื่อปกปิดข้อมูล ซ่อนอุบัติเหตุ หรือบิดเบือนกระบวนการจัดซื้อร่วมกัน เป็นต้น


🔥 องค์กรกำลังสร้างแรงผลัก หรือกำลังสร้างแรงบีบ?


คำถามสำคัญจากประเด็นนี้ไม่ใช่ว่าองค์กรของเรากดดันหรือไม่ แต่คือ แรงกดดันนั้นทำให้คนเติบโต หรือทำให้คนกลัว? เพราะเมื่อแรงกดดันสูง ต่อเนื่อง ใช้ความกลัวเป็นเครื่องมือ และตัดขาดจากความยุติธรรมกับจริยธรรม มันจะไม่เพียงลดทอนความผูกพันของพนักงาน แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการทุจริตอย่างเป็นระบบ


ในท้ายที่สุด คอร์รัปชันจำนวนมากไม่ได้เริ่มจากความโลภ แต่เริ่มจากความกลัว


และบางครั้ง ความกลัวนั้นถูกออกแบบขึ้นโดยตั้งใจดีในชื่อของ “ผลงาน” นั่นเองล่ะครับ

ความคิดเห็น


Me_Potrait.jpg

Nuttaputch Wongreanthong

An experienced marketer with a passion for understanding and exploring the latest trends

  • Facebook
  • Twitter
  • LinkedIn
  • Instagram

Subscribe

Thanks for submitting!

©2035 by Jeff Sherman. Powered and secured by Wix

bottom of page