top of page

เราจะแยกลูกค้าที่ "ภักดี" ออกจากลูกค้า "ซื้อซ้ำ" ได้อย่างไร ?

  • รูปภาพนักเขียน: Nuttaputch Wongreanthong
    Nuttaputch Wongreanthong
  • 27 ม.ค.
  • ยาว 1 นาที

ในหลายองค์กร คำว่า ลูกค้าภักดี (Customer Loyalty) มักถูกใช้แทน ลูกค้าที่ซื้อซ้ำ (Repeat / Recurring Customer) โดยไม่รู้ตัว


ปัญหาคือ เมื่อเราวัดความภักดีหรือ Loyalty ผิด เราจะออกแบบการตลาดผิดตามมา ทั้งโปรแกรมสะสมแต้ม การตั้งราคา ไปจนถึงการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ระยะยาว


ด้วยเหตุนี้เอง มันจึงเป็นเรื่องที่เราต้องเข้าใจกันเสียก่อนว่าสองอย่างนี้ไม่้หมือนกันและต้องรู้วิธีมองเพื่อแยกสองอย่างนี้ออกจากกัน


📍 Loyalty ≠ ซื้อซ้ำ


จุดสำคัญแรกที่ต้องแยกกันให้ออกก่อนคือ ลูกค้าซื้อซ้ำ (Recurring / Repeat Customer) คือ ลูกค้าที่กลับมาซื้ออีกครั้ง หรืออยู่ในสัญญา / Subscription เดิม โดยการซื้อซ้ำอาจจะเกิดจาก


- ความเคยชิน

- ความสะดวก

- ไม่มีทางเลือกที่ดีกว่า

- ต้นทุนในการย้ายสูง (Lock-in)


ส่วนลูกค้าภักดี (Loyal Customer) คือ ลูกค้าที่ ยังเลือกคุณ แม้จะมีทางเลือกที่ถูกกว่า ใกล้กว่า หรือสะดวกกว่า เพราะเขา เชื่อใจ ชอบ และรู้สึกผูกพันกับแบรนด์


จากความเข้าใจนี้ จึงเป็นสิ่งที่ผมมักจะเตือนเจ้าของธุรกิจเสมอคือบางคนไม่ได้ “เลือกคุณ” แต่แค่ “ยังไม่หนีไปไหน”


📍ทำไมการแยกสองกลุ่มนี้ให้ชัดจึงสำคัญ


สิ่งที่เราต้องเข้าใจความแตกต่างนี้ เพราะเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงการตลาดจะมีโอกาสสร้างผลกับลูกค้าสองกลุ่มที่แตกต่างกัน โดยกับกลุ่มที่ซื้อซ้ำอาจจะเห็นผลได้ชัดเจนและเร็วกว่าเช่น พอมีการขึ้นราคาก็จะเปลี่ยนตัวเลือก คู่แข่งมีโปรแรงก็จะย้าย พอไม่ให้ส่วนลดก็จะยกเลิกการใช้บริการ เป็นต้น


📍การสังเกตความแตกต่าง


จากการเข้าใจนี้ วิธีการแยกแยะเลยต้องดูหลายส่วนประกอบ ได้แก่


1. พฤติกรรม (Behavioral Signals)


- Retention ระยะยาว ไม่ใช่แค่ต่อสัญญา 1 รอบ แต่ผ่านช่วงขึ้นราคา หรือสภาพตลาดเปลี่ยน

- CLV ที่มั่นคง มูลค่าตลอดอายุลูกค้าไม่ลด แม้มีทางเลือกใหม่ในตลาด

- Share of Wallet ลูกค้าใช้เงินกับคุณมากแค่ไหน เมื่อเทียบกับคู่แข่งในหมวดเดียวกัน


เราต้องเข้าใจเสมอว่า ซื้อบ่อย ≠ ภักดี ในขณะที่ถ้ามีการซื้อบ่อย ทั้งที่ไม่จำเป็นต้องซื้อกับคุณ = สัญญาณของการภักดี


2. ทัศนคติ (Attitudinal Signals)


- ความเต็มใจในการแนะนำ (NPS / Advocacy) คือการดูว่าเขากล้าเอาชื่อเสียงไปผูกกับแบรนด์คุณหรือไม่

- Brand Preference ถ้ามีทุกตัวเลือกอยู่ตรงหน้า เขาเลือกคุณเป็น “ตัวแรก” หรือไม่

- ความรู้สึกเสียดายหากต้องเลิกใช้ โดยลูกค้าที่ภักดีมักรู้สึกว่า “ไม่อยากเปลี่ยน” มากกว่า “เปลี่ยนก็ได้”

- การพูดถึงแบรนด์โดยสมัครใจ เช่นรีวิว แชร์ แนะนำ หรือมีส่วนร่วมกับ Community


จากความเข้าใจข้างต้นนี้เลยมีหลักปฏิบัติที่มักใช้กันเพื่อประเมินความภักดีคือ


📍วิธีประเมิน Loyalty แบบใช้งานได้จริง


1. แยกกลุ่มด้วยข้อมูลพฤติกรรมก่อน ทำหา segment ที่ซื้อยาว ซื้อสม่ำเสมอ และมี CLV สูง

2. ซ้อนด้วยข้อมูลเชิงทัศนคติโดยวัดว่าใคร “อยากอยู่” กับแบรนด์ ไม่ใช่แค่ “ยังอยู่”

3. สังเกตพฤติกรรมตอนมีแรงกดดัน เช่น ลดโปร แข่งราคา หรือคู่แข่งทำแคมเปญใหญ่ โดยลูกค้าภักดีจะนิ่งกว่ากลุ่มอื่น

4. ดูการปกป้องแบรนด์ (Advocacy)โดยมองหาคนที่แนะนำ ปกป้อง หรืออธิบายแทนคุณ

ความคิดเห็น


Me_Potrait.jpg

Nuttaputch Wongreanthong

An experienced marketer with a passion for understanding and exploring the latest trends

  • Facebook
  • Twitter
  • LinkedIn
  • Instagram

Subscribe

Thanks for submitting!

©2035 by Jeff Sherman. Powered and secured by Wix

bottom of page