top of page

แยกออกอย่างไรว่าเขา “เก่งในการหาความผิดพลาด” หรือ “แค่ผลักความผิดให้คนอื่น”

  • รูปภาพนักเขียน: Nuttaputch Wongreanthong
    Nuttaputch Wongreanthong
  • 1 วันที่ผ่านมา
  • ยาว 1 นาที

ในที่ทำงาน เรามักเจอคนที่ดูเหมือนมีทักษะเดียวกันคือ “มองเห็นข้อผิดพลาดได้ไว” และ “กล้าพูดในสิ่งที่คนอื่นไม่พูด” แต่เมื่อทำงานร่วมกันไปสักระยะ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกลับต่างกันอย่างชัดเจน บางคนทำให้ทีมเรียนรู้และผลงานดีขึ้น ขณะที่บางคนทำให้ทีมตึงเครียด สับสน และสูญเสียความไว้วางใจ ความแตกต่างนี้ไม่ได้อยู่ที่ความฉลาดหรือความตรง แต่อยู่ที่ โฟกัส เจตนา และรูปแบบพฤติกรรม ที่แสดงออกซ้ำ ๆ


📍โฟกัสของการชี้ปัญหา: งาน หรือ ตัวคน


คนที่เก่งในการหาความผิดพลาดจริง ๆ จะโฟกัสไปที่ “งานและกระบวนการ” เขาพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นจริง จุดที่พลาด และสิ่งที่ควรปรับปรุงอย่างเป็นรูปธรรม เป้าหมายคือทำให้งานดีขึ้นและความจริงชัดขึ้น


ในทางตรงกันข้าม คนที่ผลักความผิดมักโฟกัสไปที่ “ตัวบุคคล” มากกว่างาน ประเด็นจะค่อย ๆ เปลี่ยนจากสิ่งที่ผิดพลาด ไปเป็นว่าใครเป็นปัญหา ใครไม่เก่ง หรือใครควรถูกตำหนิ งานอาจยังไม่ถูกแก้ แต่ตัวตนของคนกลับถูกโจมตีไปแล้ว


📍การยอมรับความรับผิดชอบของตัวเอง


สัญญาณสำคัญอย่างหนึ่งคือ ความสามารถในการยอมรับส่วนที่ตัวเองพลาด คนที่เก่งจริงสามารถพูดได้ว่าเขาเองก็มีส่วนรับผิดชอบ อาจสื่อสารไม่ชัด วางระบบไม่ดี หรือมองข้ามบางจุดไป


แต่คนที่ผลักความผิดจะมีรูปแบบตรงกันข้าม คือแทบไม่เคยผิด เมื่อเกิดปัญหา เรื่องราวจะจบลงที่คนอื่น ระบบ หรือสถานการณ์เสมอ หากคุณมองย้อนดูหลายเหตุการณ์ต่อเนื่อง จะเห็นชัดว่าทุกความล้มเหลวไม่เคยเกี่ยวข้องกับเขาเลย


📍คุณภาพของ Feedback ที่ได้รับ


Feedback ที่มาจากความตั้งใจพัฒนา จะมีลักษณะเฉพาะเจาะจง ชัดเจน และนำไปแก้ได้ ผู้ฟังจะรู้ว่าอะไรผิด และควรทำอะไรต่อ


แต่ Feedback ที่มาจากการผลักความผิด มักกว้าง คลุมเครือ และไม่เปิดทางแก้ มันทำให้คนฟังรู้สึกแย่ แต่ไม่ได้ฉลาดขึ้น และไม่รู้ว่าควรเริ่มปรับตรงไหน ผลที่ตามมาคือความผิดกลายเป็นภาระทางอารมณ์ ไม่ใช่ข้อมูลเพื่อการเรียนรู้


📍เจตนาที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคำพูด


แม้คำพูดภายนอกจะคล้ายกัน แต่เจตนาภายในต่างกันมาก คนที่เก่งในการหาความผิดพลาดต้องการให้ปัญหาถูกแก้ หากมีทางออกที่ดี เขาพร้อมพิจารณา และเมื่อแก้แล้ว เรื่องก็จบ


ส่วนคนที่ผลักความผิด มักใช้การชี้ปัญหาเพื่อปกป้องอีโก้ รักษาภาพลักษณ์ หรืออำนาจของตัวเอง ต่อให้คุณแก้ตามที่เขาพูด ประเด็นใหม่ก็จะถูกยกขึ้นมาแทนที่ เป้าหมายไม่ใช่การปิดปัญหา แต่คือการรักษา “ใครผิด ใครถูก” เอาไว้


📍สิ่งที่เห็นชัดเมื่อดูในระยะยาว


หากสังเกตหลายสถานการณ์ต่อเนื่อง คนที่เก่งจริงจะมีพฤติกรรมที่สมดุล บางครั้งวิจารณ์ บางครั้งชื่นชม บางครั้งรับผิด บางครั้งชี้จุดพลาด โทนการสื่อสารอาจจริงจัง แต่ไม่ทำลายศักดิ์ศรีของคนอื่น


ขณะที่คนผลักความผิดจะมีรูปแบบซ้ำ ๆ คือความผิดอยู่ที่คนอื่นเสมอ และมักมาพร้อมน้ำเสียงโกรธ ประชด หรือการทำตัวเป็นเหยื่อ บรรยากาศหลังการคุยจึงไม่ใช่ความชัดเจน แต่คือความอึดอัดและความไม่มั่นใจ


📍คำถามสั้น ๆ ที่ช่วยแยกให้ชัด


เมื่อไม่แน่ใจว่าคุณกำลังเจอใคร ลองถามตัวเองจากประสบการณ์จริงว่า หลังคุยกับเขา คุณเข้าใจสถานการณ์ชัดขึ้นหรือสับสนมากขึ้น เรื่องที่ถูกชี้ถูกปิดลงได้จริงหรือถูกลากต่อไปเรื่อย ๆ และมาตรฐานที่เขาใช้กับคนอื่น เขาใช้กับตัวเองด้วยหรือไม่


คำตอบเหล่านี้มักบอกความจริงได้ชัดกว่าคำพูดใด ๆ


แม้ว่าการชี้ความผิดพลาดเป็นทักษะที่องค์กรต้องการ แต่การผลักความผิดคือพฤติกรรมที่ทำลายความไว้วางใจอย่างเงียบ ๆ คนที่เก่งจริงช่วยให้คุณเห็นความจริงชัดขึ้นและทำงานได้ดีขึ้น ส่วนคนที่ผลักความผิดทำให้คุณเริ่มสงสัยตัวเอง ทั้งที่ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ตรงนั้นเลย


การแยกสองสิ่งนี้ออกให้ชัด ไม่ได้ช่วยแค่ปกป้องตัวคุณ แต่ช่วยให้องค์กรรักษาคุณภาพของทีมและการเรียนรู้ในระยะยาวได้ด้วย

ความคิดเห็น


Me_Potrait.jpg

Nuttaputch Wongreanthong

An experienced marketer with a passion for understanding and exploring the latest trends

  • Facebook
  • Twitter
  • LinkedIn
  • Instagram

Subscribe

Thanks for submitting!

©2035 by Jeff Sherman. Powered and secured by Wix

bottom of page