top of page

"ใช้ไม่หมด ปีหน้าโดนตัด": กฎงบประมาณข้อเดียวที่สอนให้ทั้งองค์กรถนัดการใช้เงิน มากกว่าการสร้างผล

20 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ยาว 1 นาที

เดือนตุลาคมมาถึง และสำหรับหลายบริษัท นี่ไม่ใช่แค่การเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี แต่เป็นช่วงเวลาที่คำถามหนึ่งเริ่มดังขึ้นในแทบทุกแผนกว่า “งบเหลือเท่าไร?” จากนั้นสิ่งที่คนทำงานคุ้นเคยก็เริ่มเกิดขึ้น งบอบรมที่แทบไม่ได้ใช้มาตลอดเก้าเดือนเริ่มถูกเปิดดู อุปกรณ์ที่ยังใช้งานได้เริ่มมีเหตุผลว่าควรเปลี่ยน Software License ที่เคยคิดว่ายังไม่จำเป็นกลับมาอยู่ในรายการซื้อ งานสัมมนา กิจกรรมทีม ที่ปรึกษา และโครงการเล็ก ๆ ที่ถูกพักไว้นานเริ่มได้รับความสนใจอีกครั้ง ไม่ใช่เพราะทุกอย่างบังเอิญจำเป็นพร้อมกันในเดือนตุลาคม แต่เพราะเหลือเวลาอีกไม่กี่เดือนก่อนปิดปี และหลายแผนกกำลังเข้าสู่ฤดูกาล “ใช้ให้ครบงบ”


เบื้องหลังพฤติกรรมนี้มีตรรกะที่คนทำงานเข้าใจกันดี แม้ไม่ค่อยมีใครเขียนไว้ตรง ๆ ว่า ถ้าปีนี้ใช้ไม่หมด ปีหน้าก็อาจถูกถามว่า “แล้วจะขอเท่าเดิมไปทำไม?” ดังนั้น สิ่งที่ดูเหมือนความสิ้นเปลืองในระดับบริษัท อาจเป็นพฤติกรรมที่สมเหตุสมผลอย่างยิ่งในระดับแผนก ปัญหาจึงอาจไม่ได้อยู่ที่คนใช้เงินไม่เป็น แต่อยู่ที่ระบบซึ่งสอนให้คนเรียนรู้ว่า การเหลือเงินอาจมีต้นทุนมากกว่าการใช้เงิน


🔴 เมื่อ “ใช้ครบงบ” กลายเป็นผลงาน


งบประมาณถูกสร้างขึ้นเพื่อช่วยองค์กรจัดสรรและควบคุมทรัพยากร แต่ทันทีที่จำนวนเงินที่ใช้ในปีนี้กลายเป็นฐานสำคัญในการพิจารณางบปีหน้า ความหมายของงบประมาณก็เริ่มเปลี่ยน สมมติฝ่ายหนึ่งได้รับงบ 10 ล้านบาท แต่บริหารงานได้ครบทุกเป้าหมายโดยใช้เพียง 8 ล้านบาท ในมุมของบริษัท นี่ควรเป็นข่าวดี เพราะได้ผลลัพธ์ตามต้องการและประหยัดเงินไป 2 ล้านบาท แต่ในมุมของผู้จัดการ เงินที่เหลืออาจหมายถึงคำถามในรอบงบประมาณถัดไปว่า “ปีที่แล้วใช้แค่ 8 ล้าน แล้วปีนี้ทำไมต้องขอ 10 ล้าน?”


เมื่อเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ผู้จัดการไม่จำเป็นต้องได้รับคำสั่งว่า “ใช้เงินให้หมด” ทุกคนสามารถเรียนรู้กติกาได้เอง นี่คือปัญหาที่สอดคล้องกับแนวคิดของ Goodhart’s Law: เมื่อสิ่งที่ใช้เป็นตัวชี้วัดกลายเป็นเป้าหมาย คนจะปรับพฤติกรรมเพื่อทำให้ตัวเลขนั้นดูดี จนตัวเลขค่อย ๆ สูญเสียความหมายเดิม งบประมาณที่ควรทำหน้าที่เป็นเพดานว่า “คุณใช้ได้ไม่เกินเท่าไร” จึงค่อย ๆ กลายเป็นเป้าหมายว่า “คุณควรใช้ให้ได้ประมาณเท่าไร” ความแตกต่างเล็ก ๆ ในภาษาเช่นนี้สามารถสร้างพฤติกรรมที่แตกต่างอย่างมากในองค์กร


🔴 องค์กรกำลังเก็บ “ภาษีความประหยัด”


ลองเปรียบเทียบผู้จัดการสองคนที่ได้รับงบคนละ 10 ล้านบาท คนแรกใช้ 8 ล้านบาทและทำผลงานได้ครบตามเป้าหมาย ส่วนอีกคนใช้ครบ 10 ล้านบาท หากองค์กรนำเงิน 2 ล้านบาทที่เหลือของคนแรกไปเป็นเหตุผลในการลดงบปีหน้า แต่ปล่อยให้คนที่สองรักษาฐานงบเดิมไว้ได้ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็ค่อนข้างชัดเจน: คนประหยัดมีความเสี่ยงที่จะเสียทรัพยากร ขณะที่คนใช้หมดไม่มีต้นทุนแบบเดียวกัน


นี่คือสิ่งที่อาจเรียกได้ว่า “ภาษีของความประหยัด” แม้องค์กรไม่เคยประกาศนโยบายนี้ แต่ incentive ที่เกิดขึ้นจริงกำลังส่งสัญญาณว่า ยิ่งคุณประหยัดในปีนี้ คุณยิ่งต้องอธิบายมากขึ้นว่าทำไมปีหน้าจึงยังควรได้รับทรัพยากรเท่าเดิม เมื่อระบบนี้ทำงานต่อเนื่องหลายปี องค์กรจึงค่อย ๆ ฝึกผู้จัดการให้เก่งในการบริหารงบให้เหลือน้อยที่สุด แทนที่จะเก่งในการสร้างผลลัพธ์ด้วยทรัพยากรให้น้อยที่สุด สองอย่างนี้ฟังดูคล้ายกัน แต่เป็นความสามารถคนละเรื่อง


🔴 Q4 จึงกลายเป็นฤดูกาลแห่งการหาเหตุผลเพื่อใช้เงิน


ผลกระทบที่สำคัญอีกด้านคือ กฎแบบ “ใช้ไม่หมด ปีหน้าโดนตัด” ไม่ได้เพียงทำให้องค์กรใช้เงินมากขึ้น แต่ยังบิดเบือน เวลาที่เงินถูกใช้ ด้วย การลงทุนที่ดีควรเกิดขึ้นเมื่อมีเหตุผลทางธุรกิจที่ดี อุปกรณ์ควรถูกเปลี่ยนเมื่อคุ้มที่จะเปลี่ยน การอบรมควรเกิดขึ้นเมื่อมีทักษะที่ต้องพัฒนา ที่ปรึกษาควรถูกจ้างเมื่อมีปัญหาที่คุ้มกับค่าจ้าง และ Software ควรถูกซื้อเมื่อประโยชน์ที่ได้รับมากกว่าต้นทุน แต่เมื่อเข้าสู่เดือนตุลาคม ตัวแปรใหม่จะเริ่มเข้ามาในสมการว่า “ถ้าไม่ใช้ตอนนี้ งบจะเหลือไหม?”


นี่คือจุดที่กระบวนการตัดสินใจเริ่มกลับหัว จากเดิมที่องค์กรควรเริ่มจาก “เรามีปัญหาอะไรที่ควรลงทุนแก้?” แล้วจึงหาทรัพยากรมารองรับ กลายเป็นเริ่มจาก “เรายังมีงบเหลือเท่าไร?” แล้วค่อยหาว่ามีอะไรที่สามารถใช้เงินก้อนนั้นได้บ้าง เมื่อโจทย์ตั้งต้นเปลี่ยนจากการหาการลงทุนที่คุ้มค่าเป็นการหาที่ลงให้กับเงินที่เหลือ รายจ่ายหลายอย่างที่ไม่เคยเร่งด่วนตลอดเก้าเดือนแรกของปีจึงสามารถกลายเป็นเรื่องเร่งด่วนในสามเดือนสุดท้ายได้อย่างน่าประหลาด


สิ่งที่เปลี่ยนในเดือนตุลาคมจึงอาจไม่ใช่ความต้องการของธุรกิจ แต่เป็น เวลาที่เหลือในการใช้เงิน และนั่นทำให้องค์กรเสี่ยงลงทุนในจังหวะที่ไม่เหมาะสม คนมีเวลาประเมินทางเลือกน้อยลง ฝ่ายจัดซื้อมีงานพร้อมกันมากขึ้น ผู้บริหารต้องอนุมัติหลายเรื่องในช่วงเดียวกัน และคำถามว่า “คุ้มค่าหรือไม่?” มีโอกาสถูกเบียดด้วยคำถามว่า “ทันสิ้นปีหรือไม่?”


🔴 อย่าโทษคน ถ้ากติกาทำให้พฤติกรรมนั้นสมเหตุสมผล


เมื่อเห็น Q4 Spend Rush ผู้บริหารอาจตอบสนองด้วยการบอกแต่ละฝ่ายว่า “ช่วยกันประหยัดงบ” แต่คำขอนี้จะมีพลังน้อยมากหากระบบยังลงโทษคนที่ประหยัดอยู่เหมือนเดิม หากผู้จัดการรู้ว่าการคืนเงิน 2 ล้านบาทในปีนี้อาจทำให้งบของตัวเองในปีหน้าลดลง การขอให้เขาคืนเงินไม่ได้หมายถึงเพียงการช่วยบริษัทประหยัด แต่หมายถึงการขอให้เขายอมเสียความยืดหยุ่นของหน่วยงานในอนาคตเพื่อประโยชน์ของบริษัทในวันนี้


ระบบบริหารที่ดีไม่ควรต้องอาศัยความเสียสละของคนเพื่อชดเชย incentive ที่ออกแบบผิด เพราะคนไม่ได้ตอบสนองเฉพาะสิ่งที่ผู้บริหารประกาศว่าองค์กรให้ความสำคัญ แต่ตอบสนองต่อสิ่งที่ระบบให้รางวัลและลงโทษจริง ๆ หากองค์กรพูดว่า “จงใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ” แต่ทุกครั้งที่ใครประหยัดได้กลับลดงบของเขาในปีถัดไป ข้อความที่คนเรียนรู้จากระบบย่อมมีน้ำหนักมากกว่าข้อความที่อยู่ใน Town Hall


🔴 อย่าเลิกควบคุมงบ แต่เลิกลงโทษคนที่ใช้งบน้อยกว่าแผน


ทางออกไม่ใช่การเลิกทำ Annual Budget หรือปล่อยให้แต่ละฝ่ายถือเงินไว้ไม่จำกัด สิ่งที่องค์กรควรทำคือแยกให้ออกระหว่าง “งบเหลือเพราะทำงานไม่ได้” กับ “งบเหลือเพราะทำงานได้โดยใช้เงินน้อยกว่าที่คาด” เพราะสองกรณีนี้สะท้อนประสิทธิภาพของผู้บริหารต่างกันอย่างสิ้นเชิง แต่ระบบงบประมาณจำนวนมากกลับให้ผลลัพธ์เหมือนกัน คือปีหน้าคุณอาจได้เงินน้อยลง


องค์กรอาจพิจารณาให้ Carry Over งบบางส่วนไปปีถัดไป ไม่ลดฐานงบโดยอัตโนมัติเพียงเพราะปีที่แล้วใช้ไม่หมด หรือให้เครดิตกับทีมที่ส่งมอบผลลัพธ์ครบโดยใช้ทรัพยากรต่ำกว่าแผน แต่สิ่งสำคัญที่สุดอาจเป็นการเปลี่ยนบทสนทนาเรื่องงบประมาณ จากคำถามว่า “ใช้ไปกี่เปอร์เซ็นต์แล้ว?” เป็น “เงินที่ใช้ไปสร้างผลลัพธ์อะไร?” เพราะทีมที่ได้รับ 10 ล้านบาทแล้วใช้หมด ไม่ได้บริหารดีกว่าทีมที่สร้างผลลัพธ์เดียวกันด้วยเงิน 8 ล้านบาท เพียงเพราะ Budget Utilization ของทีมแรกอยู่ที่ 100%


และในช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม อาจมีคำถามหนึ่งที่ผู้บริหารควรถามกับรายจ่ายทุกก้อนที่เกิดขึ้นเพราะ “ยังมีงบเหลือ” นั่นคือ “ถ้าวันนี้เป็นเดือนมีนาคม เราจะยังซื้อสิ่งนี้ไหม?” หากคำตอบคือไม่ สิ่งที่กำลังผลักดันการตัดสินใจอาจไม่ใช่ความคุ้มค่าทางธุรกิจ แต่เป็นความกลัวว่าเงินจะเหลือเมื่อสิ้นปี


งบประมาณถูกสร้างขึ้นเพื่อควบคุมการใช้เงิน แต่ถ้าการเหลืองบกลายเป็นสิ่งที่ทำให้คนเสียประโยชน์ ระบบก็จะค่อย ๆ สอนให้ทุกคนรู้ว่าทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดคือการใช้มันให้หมด ดังนั้น เมื่อเราเห็นทุกแผนกเริ่มเร่งใช้เงินในเดือนตุลาคม ปัญหาอาจไม่ใช่ว่าคนเหล่านั้นไม่มีวินัยทางการเงิน แต่อาจเป็นเพราะพวกเขาเข้าใจกติกาขององค์กรดีเกินไป


ถ้ากฎที่เราสร้างขึ้นเพื่อควบคุมการใช้เงิน กลับทำให้ทุกคนมีเหตุผลที่จะใช้เงินให้หมด คำถามที่ควรถามอาจไม่ใช่ว่า “ทำไมคนถึงใช้เงินแบบนี้?” แต่คือ “เราออกแบบระบบอะไรไว้ จนทำให้การใช้เงินแบบนี้กลายเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล?”

ความคิดเห็น


©2035 by Jeff Sherman. Powered and secured by Wix

bottom of page