top of page

เราบอกว่าประเมินคนทำงานโดยดูผลงานอย่างเป็นธรรมแล้วเราให้โอกาสกับคนทำงานอย่างเป็นธรรมด้วยหรือเปล่า ?

  • 41 นาทีที่ผ่านมา
  • ยาว 1 นาที

องค์กรส่วนใหญ่เชื่อว่าตัวเองประเมินคนอย่างยุติธรรม


ประโยคดังกล่าวถูกอธิบายขยายว่าเมื่อถึงรอบ Performance Review หัวหน้าดู KPI ดู OKR ดูยอดขาย ดูโปรเจกต์ที่ส่งมอบ แล้วให้คะแนนจากสิ่งที่แต่ละคนทำได้จริง


และหากถามหัวหน้าสองคนว่าเลือกที่รักมักที่ชังหรือไม่ ทั้งคู่อาจตอบได้อย่างจริงใจว่า “ไม่ เราดูจากผลงานล้วน ๆ”


แต่ในความจริงแล้วนั้น ปัญหาคือต่อให้ขั้นตอนการประเมินยุติธรรม ผลลัพธ์ก็ยังไม่จำเป็นต้องยุติธรรมอยู่ดี


ที่เราบอกว่าไม่ยุติธรรมนี้ก็เพราะก่อนที่เราจะวัดว่าใคร “ทำผลงานได้ดีกว่า” นั้น มีการตัดสินใจเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นนับร้อยครั้งว่า ใครจะได้ทำโปรเจกต์สำคัญ ใครจะได้พบลูกค้ารายใหญ่ ใครจะได้งบ ใครจะมีทีมเก่งช่วย ใครจะถูกเรียกเข้าประชุมที่ผู้บริหารอยู่ในห้อง และใครจะได้รับงานที่ทำให้ชื่อของเขาเป็นที่รู้จัก


พูดอีกอย่างคือ ผลประเมินของพนักงานบางคนอาจเริ่มถูกกำหนดตั้งแต่ก่อนถึงวันประเมินนานแล้วด้วยซ้ำ


🔥 เราวัดตัวเศษ แต่ลืมวัดตัวส่วน


หนังสือ Meritocracy ของ Cynthia Overton และ Paolo Gaudiano เสนอกรอบคิดที่น่าสนใจว่า ความเป็นธรรมในองค์กรไม่ได้เกิดจากการที่ทุกคน “ไม่มีอคติ” เท่านั้น แต่ยังขึ้นอยู่กับโครงสร้างที่กำหนดว่าแต่ละคนมีโอกาสสร้างผลงานมากน้อยเพียงใด


ถ้าทำให้แนวคิดนี้เป็นสมการง่าย ๆ เราอาจมองได้ว่า


Merit ที่เรามองเห็น = ผลงาน ÷ โอกาส


ปัญหาคือ องค์กรเก็บข้อมูล “ตัวเศษ” อย่างละเอียดมาก เรามี KPI, OKR, Performance Review, Sales Dashboard และ Project Tracking แทบทุกอย่าง


แต่กลับมีข้อมูลเกี่ยวกับ “ตัวส่วน” น้อยมาก


ปีที่ผ่านมา ใครได้เป็นเจ้าของโปรเจกต์ที่มี Visibility สูงบ้าง? ใครได้เข้าประชุมกับผู้บริหาร? ใครได้ดูแลลูกค้ารายใหญ่? ใครได้รับงบและทรัพยากรมากกว่า? และโอกาสเหล่านี้กระจายอยู่ในคนจำนวนมาก หรือวนอยู่กับคนกลุ่มเดิม?


เมื่อเราไม่วัดตัวส่วน เราจึงมีโอกาสตีความ “ผลงานที่มองเห็น” ว่าเป็น “ความสามารถทั้งหมด” ของคนคนนั้นโดยไม่รู้ตัว


🔥 ความไม่เท่าเทียมไม่จำเป็นต้องเกิดจากคนไม่ดี


สิ่งที่ทำให้ปัญหานี้ตรวจจับยาก คือแทบทุกการตัดสินใจเมื่อมองแยกกันสามารถอธิบายได้อย่างสมเหตุสมผล


โปรเจกต์ใหญ่กำลังเร่ง จึงให้คนที่เคยทำมาก่อนรับผิดชอบ ลูกค้าสำคัญมาก จึงส่งคนที่ผู้บริหารไว้ใจไปดูแล งานนี้เสี่ยงเกินไป จึงยังไม่อยากให้พนักงานใหม่ลอง หรือการประชุมครั้งนี้มีคนเยอะแล้ว จึงเชิญเฉพาะคนที่เกี่ยวข้องโดยตรง


ไม่มีการตัดสินใจข้อไหนดูผิด


แต่เมื่อการตัดสินใจแบบนี้เกิดซ้ำหลายร้อยครั้ง ผลรวมของมันอาจสร้างวงจรที่ทรงพลังมาก


คนที่เคยได้โอกาส → มีผลงานให้เห็น → ได้รับความไว้วางใจ → ได้โอกาสครั้งต่อไป


ในขณะที่อีกคนอาจติดอยู่ในวงจรตรงกันข้าม


ไม่เคยได้โอกาส → ไม่มีผลงานใหญ่ให้เห็น → ยังไม่ได้รับความไว้วางใจ → จึงยังไม่ได้โอกาส


สุดท้ายองค์กรจึงอาจสรุปว่าคนแรก “เก่งกว่า” ทั้งที่ส่วนหนึ่งของความแตกต่างเกิดจากประวัติการได้รับโอกาสที่ไม่เหมือนกันตั้งแต่ต้น


🔥 โอกาสถูกกำหนดจากสิ่งเล็ก ๆ ในระบบ


กรอบหนึ่งที่ช่วยให้มองเห็นปัญหานี้ชัดขึ้น คือการพิจารณา 4 ส่วน ได้แก่ Policies, Resources, Processes และ Practices เพราะโอกาสไม่ได้ถูกแจกผ่านคำสั่งของผู้บริหารเพียงครั้งเดียว แต่มันซ่อนอยู่ในระบบการทำงานประจำวัน


Policies: นโยบาย บางนโยบายดูเป็นกลางบนกระดาษ แต่คนบางกลุ่มเข้าถึงได้ง่ายกว่า เช่น โปรแกรมพัฒนาผู้นำหรือการอบรมสำคัญที่ออกแบบโดยสมมติว่าทุกคนสามารถเข้าออฟฟิศหรือเดินทางได้เหมือนกัน


Resources: ทรัพยากร ทีมที่ผู้บริหารคุ้นเคยหรือเชื่อมั่นอาจได้รับงบ คน หรือเครื่องมือมากกว่า เมื่อปลายปีทีมเหล่านี้สร้างผลลัพธ์ได้ดีกว่า เราจึงเห็นผลงาน แต่ลืมมองทรัพยากรที่อยู่เบื้องหลังผลงานนั้น


Processes: กระบวนการ โดยเฉพาะการมอบหมายงานสำคัญ หลายองค์กรมีระบบอนุมัติงบอย่างละเอียด แต่ไม่มีระบบบันทึกว่าโปรเจกต์ที่มี Visibility สูงถูกมอบหมายให้ใคร และด้วยหลักเกณฑ์อะไร


Practices: พฤติกรรมประจำวัน เป็นส่วนที่มองเห็นยากที่สุด เช่น การตัดสินใจจริงเกิดขึ้นหลังประชุม การคุยเรื่องสำคัญต่อในวงอาหารเย็น หรือการนึกถึง “คนที่ไว้ใจ” เป็นชื่อแรกทุกครั้งที่มีงานใหญ่เข้ามา


แต่ละครั้งดูเป็นเรื่องเล็ก เมื่อสะสมหลายปี มันกลายเป็นโครงสร้างของโอกาสในองค์กร


🔥 Meritocracy อาจสร้างวงจรที่ยืนยันตัวเอง


นี่คือจุดย้อนแย้งขององค์กรที่เชื่อใน Meritocracy มากที่สุด


ยิ่งองค์กรเชื่อว่า “คนที่ผลงานดีที่สุดควรได้รับโอกาสมากที่สุด” ระบบก็ยิ่งมีแนวโน้มส่งโอกาสใหม่ไปหาคนที่มีผลงานเดิมดีที่สุด


หลักการนี้ฟังดูสมเหตุสมผล แต่มีปัญหาตรงที่ผลงานเดิมส่วนหนึ่งเกิดจากโอกาสเดิม


เราจึงอาจกำลังใช้ผลลัพธ์จากการจัดสรรโอกาสในอดีต มาเป็นเหตุผลในการจัดสรรโอกาสแบบเดิมอีกครั้ง


และเมื่อวงจรนี้ทำงานนานพอ ความได้เปรียบที่สะสมจะเริ่มถูกมองว่าเป็น “ความสามารถโดยธรรมชาติ” ขณะที่คนเก่งบางคนอาจถูกสรุปว่า “ยังไม่พร้อม” ทั้งที่องค์กรไม่เคยให้สนามที่ใหญ่พอสำหรับพิสูจน์ว่าเขาพร้อมหรือไม่


🔥 ก่อนถามว่าใครเก่งที่สุด ลองดูว่าใครได้สนามดีที่สุด


องค์กรไม่จำเป็นต้องสร้างระบบใหม่ที่ซับซ้อนเพื่อเริ่มมองเห็นปัญหานี้ สิ่งหนึ่งที่ทำได้คือ Opportunity Audit ย้อนหลัง 12 เดือน


แทนที่จะเปิดเฉพาะ Performance Dashboard ลองเปิดรายการโปรเจกต์สำคัญทั้งหมด แล้วถามว่าใครได้รับมอบหมายงานเหล่านั้น ใครได้พบลูกค้าหลัก ใครได้ Present ต่อผู้บริหาร ใครได้รับงบพิเศษ ใครได้ Mentor หรือ Sponsor และโอกาสเหล่านี้กระจายไปกี่คน


หากพบว่าโปรเจกต์ที่สร้างชื่อเสียงส่วนใหญ่กระจุกอยู่กับคนกลุ่มเล็ก ๆ นั่นไม่ได้แปลว่าคนเหล่านั้นไม่เก่ง หรือองค์กรต้องแจกงานสำคัญให้ทุกคนเท่ากัน


แต่มันเป็นสัญญาณว่า ก่อนจะใช้ “ผลงาน” เป็นหลักฐานตัดสินศักยภาพ เราควรรู้ด้วยว่าผลงานเหล่านั้นถูกสร้างขึ้นบนสนามแบบไหน


เพราะ Meritocracy ที่ดีไม่ใช่ระบบที่ทุกคนได้คะแนนเท่ากัน และไม่ใช่ระบบที่ทุกคนต้องได้รับโอกาสเหมือนกันทุกประการ


มันคือระบบที่สามารถอธิบายได้ว่า เหตุใดโอกาสสำคัญจึงถูกมอบให้คนหนึ่งแทนอีกคน และมั่นใจได้ว่าคำตอบนั้นไม่ได้เกิดจากความเคยชินเพียงอย่างเดียว


องค์กรสามารถมีหัวหน้าที่หวังดี มีระบบประเมินที่ละเอียด และไม่มีใครตั้งใจเลือกที่รักมักที่ชังเลยสักคน แต่ก็ยังผลิตความไม่เป็นธรรมได้อย่างสม่ำเสมอ


เพราะความเป็นธรรมไม่ได้เริ่มในวันที่เราให้คะแนนผลงาน


มันเริ่มตั้งแต่วันที่เราเลือกแล้วว่า ใครจะได้รับโอกาสสร้างผลงานที่มีค่าให้เราเห็น


ดังนั้น คำถามที่องค์กรควรถามอาจไม่ใช่เพียงว่า


“เราประเมินคนอย่างยุติธรรมหรือยัง?”


แต่อาจต้องย้อนกลับไปถามก่อนหน้านั้นว่า


“เราแจกโอกาสด้วยหลักการอะไร และครั้งสุดท้ายที่เราตรวจสอบการแจกโอกาสของตัวเองคือเมื่อไร?”

ความคิดเห็น


Me_Potrait.jpg

Nuttaputch Wongreanthong

An experienced marketer with a passion for understanding and exploring the latest trends

  • Facebook
  • Twitter
  • LinkedIn
  • Instagram

Subscribe

Thanks for submitting!

©2035 by Jeff Sherman. Powered and secured by Wix

bottom of page