top of page

องค์กรไม่ได้ขาดไอเดีย แต่ขาดระบบที่พาไอเดียไปถึงปลายทาง

  • 24 นาทีที่ผ่านมา
  • ยาว 1 นาที

เมื่อผู้บริหารรู้สึกว่า “ทีมเราไม่ค่อยสร้างสรรค์” วิธีแก้ที่ตามมามักคาดเดาได้ไม่ยาก องค์กรจัด Workshop เพิ่ม เปิดพื้นที่สำหรับ Ideation จัด Hackathon หรือพยายามดึงคนที่คิดนอกกรอบเข้ามาในทีม สมมติฐานเบื้องหลังวิธีเหล่านี้เหมือนกัน คือถ้าองค์กรต้องการนวัตกรรมมากขึ้น ก็ต้องทำให้คนสร้างไอเดียใหม่ได้มากขึ้น


แต่ลองย้อนกลับไปเปิดไฟล์จาก Workshop เมื่อปีที่แล้ว ดู Post-it ที่เคยแปะเต็มผนัง หรือรายชื่อโครงการจาก Hackathon ครั้งล่าสุด เราอาจพบว่าองค์กรไม่ได้ขาดไอเดียเลย สิ่งที่ขาดคือไอเดียที่สามารถเดินทางจากวันแรกไปถึงเดือนที่สาม เดือนที่หก และท้ายที่สุดกลายเป็นสิ่งที่ใช้งานได้จริง


ปัญหาของความคิดสร้างสรรค์ในองค์กรจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ “ต้นน้ำ” อย่างที่เราคิด แต่อยู่ตรงช่วงกลางของกระบวนการ ซึ่งเป็นช่วงที่ความตื่นเต้นหมดไป ข้อจำกัดเริ่มปรากฏ และคนที่ถือไอเดียต้องตัดสินใจว่าจะเดินหน้าต่อหรือยอมปล่อยมันไป


🧠 เราลงทุนกับสองช่วง และละเลยช่วงที่ยากที่สุด


เส้นทางของไอเดียหนึ่งสามารถมองอย่างง่ายได้เป็นสามช่วง ช่วงแรกคือ “จุดประกาย” ซึ่งเต็มไปด้วยความเป็นไปได้ คนกำลังคิดสิ่งใหม่ บรรยากาศมีพลัง และยังไม่มีข้อจำกัดมากพอที่จะทำลายความตื่นเต้น ช่วงสุดท้ายคือ “การส่งมอบ” เมื่อ Prototype เริ่มจับต้องได้ ตัวเลขเริ่มปรากฏ หรือโครงการพร้อมเปิดตัว ความสนใจของผู้บริหารจึงกลับมาอีกครั้ง


ระหว่างสองช่วงนี้กลับมีพื้นที่ขนาดใหญ่ที่ได้รับความสนใจน้อยกว่ามาก นั่นคือช่วงที่ไอเดียเริ่มชนกับโลกจริง ลูกค้าไม่ตอบสนองอย่างที่คาด เทคโนโลยีทำไม่ได้ งบประมาณไม่พอ ทีมอื่นไม่พร้อม Prototype รุ่นแรกใช้ไม่ได้ และสิ่งที่เคยอธิบายอย่างน่าตื่นเต้นได้ภายในสามนาที กลายเป็นงานแก้ปัญหาจุกจิกต่อเนื่องหลายเดือน


นี่คือความย้อนแย้งของการบริหารความคิดสร้างสรรค์ องค์กรจำนวนมากออกแบบระบบได้ดีสำหรับการ “เริ่มต้น” ไอเดีย และพร้อมกลับมาให้ความสนใจเมื่อไอเดีย “สำเร็จ” แต่กลับมีระบบรองรับน้อยมากสำหรับช่วงเวลาระหว่างนั้น ซึ่งอาจเป็นช่วงที่ไอเดียต้องการการสนับสนุนมากที่สุด


🧠 หลังจากมีไอเดีย ความคิดสร้างสรรค์กลายเป็นเรื่องของการตัดสินใจ


เรามักจินตนาการถึงความคิดสร้างสรรค์ผ่าน Aha Moment — ชั่วขณะที่ความคิดบางอย่างปรากฏขึ้นอย่างฉับพลัน แต่ในโลกการทำงาน ช่วงเวลานั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น หลังจากนั้นคนทำงานต้องเผชิญการตัดสินใจเล็ก ๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก


Feedback ครั้งนี้หมายความว่าไอเดียผิด หรือเพียงต้องปรับ? ควรตัด Feature ไหนออก? ควรขอทรัพยากรเพิ่มหรือเปลี่ยนวิธี? เมื่อทดลองครั้งที่สามแล้วยังไม่ได้ผล ควรทดลองครั้งที่สี่ หรือยอมรับว่าสมมติฐานตั้งต้นไม่ถูกต้อง?


ดังนั้น ความคิดสร้างสรรค์ไม่ได้ต้องการเพียงความสามารถในการสร้างทางเลือก แต่ต้องการความสามารถในการตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่อง โดยที่ไม่มีใครรับประกันได้ว่าความพยายามทั้งหมดจะนำไปสู่ผลลัพธ์


ตรงนี้เองที่ไอเดียจำนวนมากเริ่มตาย ไม่จำเป็นต้องเป็นเพราะมันไม่ดีพอ แต่อาจเป็นเพราะคนที่ถือมันอยู่เริ่มไม่มีเหตุผลมากพอที่จะเชื่อว่าควรทำต่อ


🧠 Creative Self-Efficacy คือทรัพยากรที่ช่วงกลางต้องการ


แนวคิดเรื่อง Creative Self-Efficacy อธิบายความเชื่อของคนว่า “ฉันสามารถสร้างผลลัพธ์เชิงสร้างสรรค์ได้” ความเชื่อนี้สำคัญเพราะงานสร้างสรรค์มีช่วงเวลาที่ยังไม่มีหลักฐานภายนอกมายืนยันว่าความพยายามกำลังเดินไปถูกทาง คนจึงต้องอาศัยความเชื่อในความสามารถของตัวเองเพื่อเดินหน้าต่อในระดับหนึ่ง


และความเชื่อนี้ไม่ได้เกิดจากคำพูดสร้างแรงบันดาลใจเพียงอย่างเดียว แต่ถูกสร้างจากประสบการณ์ในการทำงาน คนที่ได้เห็นการทดลองเล็ก ๆ ของตัวเองสำเร็จ ได้เห็นเพื่อนร่วมงานเคยติดอยู่ในปัญหาคล้ายกันแล้วผ่านมันไปได้ หรือได้รับการสนับสนุนในจังหวะที่กำลังลังเล ย่อมมีเหตุผลมากขึ้นที่จะเชื่อว่าปัญหาที่ยังแก้ไม่ได้วันนี้อาจมีทางออก


ในทางกลับกัน หากทุกครั้งที่โครงการติดขัด สิ่งที่ทีมได้รับคือคำถามว่า “เมื่อไหร่จะเสร็จ” “ทำไมยังไม่มีอะไรให้ดู” หรือ “ตกลงมันเวิร์กหรือไม่” องค์กรกำลังส่งสัญญาณโดยไม่ตั้งใจว่า ความไม่แน่นอนคือความล้มเหลว


เมื่อเป็นเช่นนั้น พฤติกรรมที่มีเหตุผลที่สุดสำหรับคนทำงานอาจไม่ใช่การเสี่ยงกับไอเดียใหม่ แต่คือการเลือกทำสิ่งที่รู้ว่าจะสำเร็จ เพราะอย่างน้อยมันสร้างผลงานที่อธิบายได้ในการประเมินครั้งต่อไป


🧠 ถ้าต้องการความคิดสร้างสรรค์ ต้องออกแบบระบบสำหรับ “ช่วงกลาง”


แทนที่จะถามเพียงว่า “เราจะทำให้คนคิดไอเดียมากขึ้นอย่างไร” ผู้บริหารอาจเริ่มจากคำถามที่ต่างออกไปว่า “ไอเดียที่เรามีอยู่แล้วตายตรงไหน?”


องค์กรสามารถหยิบโครงการใหม่ย้อนหลังสักระยะมาดูว่าแต่ละโครงการหยุดอยู่ตรงขั้นไหน ใครเป็นคนตัดสินใจหยุด และเกิดอะไรขึ้นก่อนหน้านั้น หากไอเดียจำนวนมากไม่ได้ตายตอนถูกเสนอ แต่ตายหลังจากผ่านไปสองหรือสามเดือน นั่นอาจบอกเราว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ความสามารถในการคิด แต่เป็นระบบที่ใช้พาไอเดียผ่านความไม่แน่นอน


Checkpoint ของโครงการประเภทนี้จึงอาจต้องถามว่า “เราเรียนรู้อะไรเพิ่มขึ้น?” มากกว่า “เสร็จกี่เปอร์เซ็นต์แล้ว?” เพราะงานที่มีความไม่แน่นอนสูงสามารถใช้เวลาหนึ่งเดือนโดยไม่มี Deliverable ที่น่าประทับใจ แต่กลับค้นพบสมมติฐานสำคัญที่ช่วยให้องค์กรไม่ต้องเสียเวลาอีกหกเดือนเดินไปผิดทาง


ในทำนองเดียวกัน เวลาสำหรับการทดลองต้องเป็นเวลาที่ถูกป้องกันจริง ไม่ใช่เวลาที่เหลือจากงานประจำ และบางโครงการอาจต้องมีผู้บริหารทำหน้าที่เป็น Organizational Air Cover คอยปกป้องทีมจากแรงกดดันให้ตอบคำถามเร็วเกินกว่าที่ข้อมูลจะอนุญาต โดยยังมีเกณฑ์ชัดเจนว่าเมื่อใดควรเรียนรู้ เมื่อใดควรพิสูจน์ และเมื่อใดควรตัดสินใจหยุด


🧠 ความหงุดหงิดไม่ได้แปลว่าความคิดสร้างสรรค์หายไป


อีกสิ่งหนึ่งที่องค์กรอาจต้องออกแบบใหม่คือความคาดหวังต่ออารมณ์ของงานสร้างสรรค์ เรามักผูก Creativity เข้ากับความสนุก พลัง และแรงบันดาลใจ เพราะนั่นคืออารมณ์ที่เห็นได้ชัดในช่วง Ideation แต่กระบวนการสร้างสิ่งใหม่ไม่ได้ต้องการสภาวะอารมณ์แบบเดียวตลอดเส้นทาง


เมื่อโครงการเข้าสู่ช่วงแก้ปัญหา ความหงุดหงิด ความเบื่อ หรือความรู้สึกติดขัดอาจเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เพราะคนกำลังเผชิญข้อจำกัดจริงและต้องกลับไปแก้สิ่งเดิมซ้ำ ๆ การที่ทีมไม่ตื่นเต้นเหมือนวันแรกจึงไม่ได้แปลว่าไอเดียนั้นหมดพลังเสมอไป บางครั้งมันเพียงหมายความว่าโครงการเดินทางออกจากโลกของจินตนาการและเข้าสู่โลกของการลงมือสร้างแล้ว


การพยายามทำให้ทุกขั้นตอนของ Innovation “สนุก” จึงอาจเกิดจากความเข้าใจผิดที่ลึกกว่านั้น คือการมองว่าความคิดสร้างสรรค์เท่ากับการระดมสมอง ทั้งที่การสร้างสิ่งใหม่ให้เกิดขึ้นจริงต้องการทั้งช่วงเวลาที่สนุกและช่วงเวลาที่น่าเบื่ออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


🧠 อย่าวัดความสำเร็จจากจำนวนไอเดียที่ได้


ทั้งหมดนี้ไม่ได้หมายความว่า Workshop, Hackathon หรือ Ideation ไม่มีประโยชน์ การสร้างพื้นที่ให้คนตั้งคำถามและมองเห็นทางเลือกใหม่ยังคงมีความสำคัญ แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อองค์กรวัดความสำเร็จของกิจกรรมเหล่านี้ด้วยจำนวนไอเดียที่ได้ในตอนจบวัน


เพราะถ้าไม่มีระบบรองรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้น การเพิ่มจำนวนไอเดียไม่ได้หมายความว่าองค์กรมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น มันอาจหมายความเพียงว่าองค์กรกำลังผลิตสิ่งที่จะถูกทิ้งในเดือนถัดไปได้มากขึ้นเท่านั้น


ดังนั้น ก่อนจะถามว่าปีหน้าควรจัด Innovation Workshop แบบไหน องค์กรอาจได้ประโยชน์มากกว่าจากการกลับไปเปิดไฟล์ของปีที่แล้ว แล้วถามคำถามที่เรียบง่ายกว่า


ไอเดียทั้งหมดที่เราเคยตื่นเต้นกับมัน หายไปตรงไหน?

ความคิดเห็น


Me_Potrait.jpg

Nuttaputch Wongreanthong

An experienced marketer with a passion for understanding and exploring the latest trends

  • Facebook
  • Twitter
  • LinkedIn
  • Instagram

Subscribe

Thanks for submitting!

©2035 by Jeff Sherman. Powered and secured by Wix

bottom of page