top of page
เรื่องราวน่าคิดของ Business, Marketing, Digital Marketing, Content Marketing


เมื่อตลาดโต 2% แต่คุณอยากโต 10% แล้วส่วนต่างจะมาจากไหน?
ในห้องประชุมวางแผนปีหน้า เราอาจจะเจอเป้าหมายที่ถูกวางไว้ชัดเจนว่า “ยอดขายต้องโต 10%” จากนั้นสไลด์อีกหลายหน้าก็อธิบายว่าจะไปถึงเป้าหมายนั้นอย่างไร ทั้งการเพิ่มช่องทาง เปิดตัวสินค้าใหม่ ทำแคมเปญมากขึ้น ปรับ Loyalty Program และเพิ่มประสิทธิภาพการขาย สิ่งที่น่าสนใจคือ ในแผนที่ต้องการเติบโตเร็วกว่าตลาดหลายเท่า กลับแทบไม่มีคำว่า “คู่แข่ง” ปรากฏอยู่เลย รวมถึงเนื้อหาที่ว่าจะไปแย่งลูกค้าจากคู่แข่งได้อย่างไร นี่ไม่ใช่รายละเอียดเล็ก ๆ ของการทำแผน แต่เป็นความขัดแย้งในระดับตรรกะ เพราะหากต
4 ชั่วโมงที่ผ่านมายาว 1 นาที


“เก่งนะ แต่…” เมื่อคำวิจารณ์คนเก่ง อาจกำลังบอกปัญหาขององค์กร
ในหลายองค์กร เรามักเจอคนเก่งบางประเภทที่ทุกคนยอมรับในความสามารถ แต่เมื่อชื่อของเขาปรากฏขึ้นในวงสนทนาเรื่อง Talent หรือการเลื่อนตำแหน่ง มักมีคำว่า “แต่” ตามมาเสมอ “เก่งนะ แต่เร็วเกินไป” “เก่งนะ แต่คนอื่นตามไม่ทัน” หรือ “เก่งนะ แต่ยังมีปัญหาเรื่องคน” เมื่อคำวิจารณ์เหล่านี้ถูกพูดซ้ำมากพอ มันจะค่อย ๆ เปลี่ยนจาก Feedback ต่อพฤติกรรมบางอย่าง ไปเป็น Reputation ของคนคนนั้น และจาก Reputation ก็กลายเป็นคำอธิบายว่าเหตุใดเขาจึงยังไม่พร้อมสำหรับตำแหน่งที่ใหญ่ขึ้น แต่มีความเป็นไปได้อีกแบบท
17 ชั่วโมงที่ผ่านมายาว 2 นาที


เราฟังลูกค้าจนได้ยินว่า "เขาอยากได้อะไร" และ "เขารู้สึกยังไง" แต่ไม่เคยได้ยินสัญญาณที่สามที่แพงที่สุด คือ "เขาคาดหวังให้เราลงมือเมื่อไร"
องค์กรจำนวนมากลงทุนกับการ “ฟังเสียงลูกค้า” มากกว่าที่เคย เรามี Social Listening ที่รู้ว่าลูกค้ากำลังพูดถึงอะไร มี Sentiment Analysis ที่บอกว่าเขารู้สึกอย่างไร มี Dashboard ที่รวบรวม Complaint, Feature Request และ Customer Feedback จากหลายช่องทางเข้ามาอยู่ในที่เดียวกัน แต่ถึงจะมีข้อมูลมากขึ้น ปัญหาหนึ่งกลับยังเกิดซ้ำอยู่เสมอ นั่นคือ องค์กรแก้ถูกเรื่อง แต่แก้ผิดเวลา สาเหตุอาจไม่ใช่เพราะเราฟังลูกค้าน้อยเกินไป แต่อาจเป็นเพราะระบบที่ใช้ฟังลูกค้าส่วนใหญ่สนใจเพียงสองคำถาม คือ “ลูกค้
2 วันที่ผ่านมายาว 1 นาที


เราเรียกการไล่ตามสิ่งที่กำลังดังว่า "ตามเทรนด์" ทั้งที่มันคือการมาถึงตอนที่ราคาแพงที่สุดแล้ว และปัญหาไม่ได้อยู่ที่สายตา แต่อยู่ที่กระบวนการอนุมัติ
ทุกปี ภาพเดิมที่เกิดขึ้นในหลายองค์กรคือเราซื้อ Trend Report เชิญวิทยากร จัดสัมมนา และใช้เวลาหลายชั่วโมงคุยกันว่าผู้บริโภคกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร ทุกคนดูตื่นเต้นกับความเป็นไปได้ใหม่ ๆ แต่พอถึงเวลาผ่านไป แผนงานที่ได้รับอนุมัติกลับหน้าตาคล้ายปีที่แล้วอย่างน่าประหลาด เรามักอธิบายปรากฏการณ์นี้ว่าองค์กร “มองอนาคตไม่ออก” หรือ “ไม่กล้าเสี่ยง” แต่ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่สายตาของคนในองค์กรเลย หลายครั้งมีคนเห็นสัญญาณก่อนตลาดด้วยซ้ำ สิ่งที่ขาดคือ “สกุลเงิน” ที่ใช้เปลี่ยนสิ่งที่เห็นให้กลายเป็น
3 วันที่ผ่านมายาว 1 นาที


Brand Awareness สูง อาจไม่ได้แปลว่าแบรนด์แข็งแรง: เพราะการ "รู้จัก" กับการ "ถูกนึกถึงตอนต้องใช้" เป็นคนละความสามารถกันคนละเรื่อง
ในห้องประชุมการตลาด ตัวเลข Aided Awareness 92% มักเป็นตัวเลขที่ทำให้ทุกคนรู้สึกสบายใจ มันบอกว่าเงินที่ลงทุนกับแบรนด์ไม่ได้หายไปไหน คนส่วนใหญ่รู้จักเรา และอย่างน้อยชื่อของเราก็อยู่ในความทรงจำของตลาด แต่ลองถามคำถามต่อว่า “แล้วลูกค้านึกถึงเราในสถานการณ์อะไรบ้าง?” คำตอบมักไม่ชัดเท่าตัวเลข 92% นี่คือข้อจำกัดสำคัญของ Brand Awareness เพราะการ “รู้จัก” แบรนด์ กับการ “นึกถึง” แบรนด์ในจังหวะที่กำลังจะซื้อ ไม่ใช่ความสามารถเดียวกัน แบรนด์อาจดังมาก เป็นที่รู้จักแทบทุกคน แต่หากชื่อของมันไม
4 วันที่ผ่านมายาว 1 นาที


คนไม่ได้หยุดสงสัย แต่ระบบทำให้การถามไม่คุ้ม
ลองนึกถึงห้องประชุมที่มีคนคนหนึ่งถามคำถามซึ่งทำให้ทั้งห้องเงียบไปสามวินาที เพราะมันกำลังแตะสมมติฐานสำคัญของแผนที่ทุกคนเกือบจะเห็นชอบแล้ว ก่อนที่ประธานจะตอบว่า “ประเด็นดีนะ แต่ขอเก็บไว้คุยรอบหน้า วันนี้เวลาไม่พอ” จากนั้นการประชุมก็เดินหน้าต่อ และรอบหน้าที่ว่าก็ไม่เคยมาถึง เหตุการณ์เล็ก ๆ แบบนี้กำลังสอนบางอย่างให้ทุกคนในห้องโดยไม่ต้องมีใครพูดออกมาตรง ๆ ว่า การถามทำให้ประชุมช้าลง ทำให้คนถามดูเหมือนยังไม่เข้าใจหรือกำลังขวางงาน และที่สำคัญคือ ต่อให้ถามไปก็อาจไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ด
5 วันที่ผ่านมายาว 1 นาที


ปัญหาไม่ใช่ “ความสนิท” ในที่ทำงาน แต่คือเราไม่รู้ว่าควรสนิทกันตรงไหน
“อย่าเอาเรื่องส่วนตัวมาปนกับงาน” เป็นหลักคิดที่ฟังดูสมเหตุสมผล เพราะองค์กรต้องการให้คนตัดสินใจจากผลงาน เหตุผล และความเป็นธรรม มากกว่าความชอบส่วนตัว ยิ่งคนสนิทกันมากเท่าไร ความเกรงใจ อคติ และระบบพวกพ้องก็ยิ่งมีโอกาสเข้ามาแทรกแซงการตัดสินใจ แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเราเดินจากหลักคิดนี้ไปไกลเกินไป จนเชื่อว่า ความเป็นมืออาชีพหมายถึงการแยกความสัมพันธ์ออกจากงานให้มากที่สุด เพราะในองค์กรที่ผลงานเกิดจากความรู้ การแก้ปัญหา และการทำงานร่วมกัน ความสัมพันธ์ไม่ใช่เพียงเรื่องส่วนตัว แต่เป็นโคร
6 วันที่ผ่านมายาว 1 นาที


Culture ที่ดีจริง จะทำให้บริษัท "คงอยู่" และเป็น Competitive Advantage ให้กับองค์กร
หลายองค์กรลงทุนกับ Culture อย่างจริงจัง ตั้งแต่การนิยาม Core Values ทำโปสเตอร์ จัด Town Hall ไปจนถึงกิจกรรมที่ทำให้พนักงานจดจำว่าองค์กรยึดถืออะไร แต่ปัญหาคือ ความพยายามจำนวนมากหยุดอยู่ที่คำถามว่า “ทำอย่างไรให้คนจำ Culture ได้?” ทั้งที่ในเชิงธุรกิจ คำถามที่สำคัญกว่าคือ “Culture นี้ทำให้องค์กรเก่งขึ้นในเรื่องอะไร?” Culture ที่มีคุณค่าไม่ควรเป็นเพียงชุดคำที่อธิบายว่าองค์กรอยากเป็นแบบไหน แต่ต้องสร้างพฤติกรรมบางอย่างซ้ำ ๆ จนกลายเป็นความสามารถเฉพาะขององค์กร และท้ายที่สุด ความสามารถ
23 ส.ค.ยาว 1 นาที


ทุกตัวเลขที่นักการตลาดใช้ตัดสินใจ คือ "ของที่ถูกบีบอัดมาแล้ว" และเราเถียงกันบนสิ่งที่เหลือ ไม่ใช่สิ่งที่มี
ลองนึกถึงห้องประชุมการตลาดที่ทุกคนกำลังเถียงกันว่า ทำไม Engagement เดือนนี้ถึงลดลง ฝ่ายคอนเทนต์บอกว่าเป็นเพราะ Algorithm ฝ่ายมีเดียบอกว่า Creative ไม่ดีพอ ส่วนผู้บริหารชี้ไปที่กราฟบน Dashboard แล้วบอกว่า “ตัวเลขมันฟ้องอยู่แล้ว” แต่มีคำถามหนึ่งที่แทบไม่มีใครถามคือตัวเลขที่เรากำลังเถียงกันอยู่นั้น ถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร? Engagement นี้นับอะไรบ้าง การเปิดดูซ้ำถูกนับหรือไม่ คนที่เห็นแล้วจำได้แต่ไม่ได้คลิกหายไปไหน และนิยามนี้เหมือนกับที่เราใช้เมื่อหกเดือนก่อนหรือเปล่า สถานการณ์นี้ส
22 ส.ค.ยาว 1 นาที


เมื่อแบรนด์ไม่นิ่ง เราแก้ด้วยการเขียน Brand Guidelineทั้งที่ปัญหาจริงอาจจะเป็น ‘สิทธิ์ในการตัดสินใจ’ ที่ไม่ชัด
งาน Key Visual ชิ้นหนึ่งผ่านการแก้มาแล้วหลายรอบ ทีมแบรนด์เห็นด้วย ทีมการตลาดอนุมัติ เอเจนซี่แก้ Feedback ครบ ทุกคนคิดว่างานจบแล้ว จนก่อนปล่อยจริง ผู้บริหารอีกคนเดินผ่านมาเห็นและพูดว่า “ผมว่าแบบนี้ไม่ใช่แบรนด์เรา” งานทั้งหมดกลับไปเริ่มใหม่ เมื่อเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ คำอธิบายที่เรามักได้ยินคือ “Brand Guideline ยังไม่ชัด” จากนั้นองค์กรก็เริ่มทำสิ่งที่คุ้นเคย ตั้งโปรเจกต์รีเฟรช CI เพิ่ม Tone of Voice ทำ Template ใหม่ หรือสร้างคู่มืออีกหลายสิบหน้า ด้วยความหวังว่าถ้าเขียนทุก
21 ส.ค.ยาว 2 นาที


อัตราลาออกที่ลดลงกำลังถูกรายงานเป็นความสำเร็จ ทั้งที่มันอาจเป็นสัญญาณว่าองค์กรกำลัง "กักเก็บ" คนที่ไม่อยากอยู่ไว้เต็มระบบ
ในห้องประชุมฝ่ายบุคคล ตัวเลขหนึ่งบนสไลด์มักสร้างความพอใจให้ผู้บริหารได้เสมอ นั่นคือ Turnover Rate ที่ลดลง โดยเฉพาะถ้าต่ำที่สุดในรอบหลายปี มันดูเหมือนหลักฐานตรงไปตรงมาว่าองค์กรกำลังทำเรื่อง Retention ได้ดีขึ้น คนอยากอยู่กับบริษัทมากขึ้น และนโยบายด้านพนักงานกำลังได้ผล แต่ก่อนจะสรุปเช่นนั้น มีคำถามหนึ่งที่ควรถามให้ชัดเจนเสียก่อนว่า เรารู้ได้อย่างไรว่าคนไม่ลาออก เพราะเขาอยากอยู่ ไม่ใช่เพราะเขาออกไม่ได้ คำถามนี้สำคัญ เพราะ Turnover ต่ำสามารถเกิดจากสองสภาวะที่ตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง.
20 ส.ค.ยาว 2 นาที


องค์กรของคุณอาจไม่ได้ขาดคนที่มีไอเดียแต่อย่างใดมันขาดวิธีการที่ทำให้ไอเดียแย่ปลอดภัยพอจะถูกพูดออกมา
ลองนึกถึงห้องประชุมระดมสมองที่คุ้นเคย ทุกคนนั่งอยู่รอบโต๊ะเดียวกัน คนที่ตำแหน่งสูงที่สุดพูดก่อน จากนั้นคนอื่นเริ่มพยักหน้า เติมรายละเอียด และค่อย ๆ พัฒนาไอเดียนั้นให้ดูสมเหตุสมผลขึ้น เมื่อประชุมจบ ทุกคนอาจเรียกสิ่งที่เกิดขึ้นว่า Brainstorming แต่ถ้ามองให้ดี สิ่งที่เกิดขึ้นอาจไม่ใช่การสร้างทางเลือกใหม่เลย มันคือการสร้างฉันทามติรอบความคิดแรกที่มีอำนาจมากพอจะถูกพูดออกมา เมื่อเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ ผู้บริหารมักสรุปว่า “ทีมเราไม่ค่อย Creative” และคำถามถัดไปก็มักเป็น “เราจะหา
19 ส.ค.ยาว 1 นาที


The Great Flattening: เมื่อคุณลบตำแหน่งได้ แต่ลบงานไม่ได้
“เราจะลดชั้นการบริหารลง เพื่อให้องค์กรตัดสินใจได้เร็วขึ้น” นี่อาจเป็นหนึ่งในประโยคที่ได้ยินบ่อยที่สุดในห้องประชุมผู้บริหารช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และในเชิงตรรกะมันฟังดูสมเหตุสมผลมาก ยิ่งองค์กรมีหลายชั้น ข้อมูลยิ่งต้องผ่านหลายคน การตัดสินใจยิ่งช้า และต้นทุนการบริหารก็ยิ่งสูง ดังนั้นถ้าลด Middle Management ลงได้ องค์กรก็น่าจะทั้งเร็วขึ้นและประหยัดขึ้น กระแสนี้ถูกเรียกว่า The Great Flattening และมันเกิดขึ้นจริงในวงกว้าง ข้อมูลจาก Korn Ferry Workforce 2025 ซึ่งสำรวจคนทำงานประมาณ 15
18 ส.ค.ยาว 2 นาที


Tacit Knowledge: ความรู้ที่ต้องทำถึงจะรู้
ทุกวันนี้เราเข้าถึงความรู้ได้ง่ายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน อยากเรียนการบริหาร เปิด YouTube อยากเข้าใจการตลาด อ่านหนังสือสักเล่ม อยากพัฒนาการเจรจา ฟัง Podcast จากผู้เชี่ยวชาญไม่กี่ตอน ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง เราสามารถอธิบาย Framework ใช้ศัพท์ได้ถูก และเข้าใจหลักการได้มากพอที่จะรู้สึกว่า “รู้เรื่องนี้แล้ว” แต่ปัญหาคือ การเข้าใจว่าควรทำอะไร ไม่ได้แปลว่าเราจะรู้ว่าต้องทำอย่างไรเมื่ออยู่ในสถานการณ์จริง ช่องว่างระหว่างสองสิ่งนี้คือสิ่งที่แนวคิดเรื่อง Tacit Knowledge ช่วยอธิบายได้ดี..
17 ส.ค.ยาว 2 นาที


เมื่อคนเริ่มบอกว่า "แบรนด์เหมือนกันไปหมด" - ความเหมืนที่ไม่ได้เกิดจากนักการตลาดขี้เกียจคิด แต่เกิดจากการที่เราวัดผลได้เก่งขึ้นต่างหาก
ถ้าเราลองเลื่อนฟีดแล้วหยุดดูโฆษณาสักสิบชิ้นในหมวดเดียวกัน ปิดโลโก้ ปิดชื่อแบรนด์ แล้วลองทายว่าโฆษณาไหนเป็นของใคร หลายครั้งเราอาจพบว่าแทบแยกไม่ออก สีคล้ายกัน ภาษาคล้ายกัน โปรโมชันคล้ายกัน วิธีเล่าเรื่องคล้ายกัน แม้กระทั่งสิ่งที่แต่ละแบรนด์เรียกว่า “ความแตกต่าง” ก็ยังฟังดูคล้ายกัน และนี่อาจไม่ใช่แค่ความรู้สึกที่คิดไปเอง เพราะงานวิจัย What Matters 2026 ของ Human8 ที่สำรวจผู้บริโภค 13,300 คนใน 16 ตลาด พบว่า 54% รู้สึกว่า ตั้งแต่เสื้อผ้าที่เราใส่ไปจนถึงคอนเทนต์ที่เราบริโภค...
16 ส.ค.ยาว 2 นาที


เมื่อกฎระเบียบมากขึ้น ไม่ได้แปลว่าองค์กรจะดีขึ้น: ยิ่งมีกฎระเบียบมากขึ้น องค์กรอาจยิ่งสูญเสียความสามารถในการตัดสินใจ
องค์กรส่วนใหญ่ตอบสนองต่อปัญหาด้วยวิธีที่คาดเดาได้ เมื่อเกิดความผิดพลาดครั้งสำคัญ กระบวนการอนุมัติมีช่องโหว่ ลูกค้าร้องเรียน หรือพนักงานตัดสินใจบางอย่างจนสร้างความเสียหาย สิ่งที่ตามมามักเป็นการออกกฎใหม่ เพิ่มขั้นตอนตรวจสอบ เพิ่มผู้อนุมัติ หรือแก้ไขคู่มือปฏิบัติงานเพื่อให้แน่ใจว่า “เรื่องแบบนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก” ตรรกะนี้ฟังดูสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง ปัญหาเกิดขึ้นเพราะระบบเดิมไม่ครอบคลุม ดังนั้นก็ทำให้ระบบครอบคลุมมากขึ้น หากพนักงานไม่รู้ว่าควรทำอย่างไร ก็เขียนให้ชัด หากคนตัดสินใจผิด..
15 ส.ค.ยาว 2 นาที


1-on-1 ไม่ใช่ "ประชุมของหัวหน้า" แต่เป็น "ประชุมของลูกน้อง" — และการเข้าใจผิดข้อเดียวนี้ทำให้องค์กรจ่ายเงินหลักล้านกับ Engagement Program ที่ไม่มีทางได้ผล
เคยมีคนมาแลกเปลี่ยนกับผมเรื่องการทำ 1-on-1 กับทีมว่าได้ทำอยู่เสมอแต่ก็พบว่าน้องในทีมก็ยัง Engagement ต่ำ รู้สึกไม่โอเคจนทำให้สงสัยว่าทำอะไรผิดหรือเปล่า นั่นทำให้ผมถามกลับไปว่า “ในการทำ 1-on-1 นั้น ใครเป็นคนถามคำถามมากกว่ากัน ?” นี่อาจจะเป็นคำถามง่าย ๆ แต่ก็พบว่าการทำ 1-1 ของหัวหน้าหลายคนนั้นมีความผิดพลาดอยู่พอสมควรเพราะกลายเป็นว่าการเรียกคุยนั้นเป็นการที่หัวหน้าถามว่างานถึงไหนแล้ว โปรเจกต์ติดอะไร Deadline จะทันไหม และมีอะไรต้องเร่งเป็นพิเศษหรือเปล่า ซึ่งบางคนอาจจะมองว่าเป็น 1
14 ส.ค.ยาว 1 นาที


"Single-Minded Proposition" กฎศักดิ์สิทธิ์ที่สอนให้นักการตลาดบีบทุกอย่างให้เหลือประโยคเดียว — และวิธีที่มันฆ่าโอกาสที่ยังไม่มีชื่อเรียกทิ้งตั้งแต่ในห้องประชุม
คุณเคยประสบการณ์แบบนี้ไหน ? มีไอเดียที่น่าสนใจ แลกเปลี่ยนกันจนเกิดเป็นบทสนทนาพอสมควร แต่แล้วก็ต้องหยุดเมื่อเจอคำถามว่า “โอเค แต่ถ้าต้องสรุปคอนเซปต์เป็นประโยคเดียว มันคืออะไร” คำถามนี้เกิดขึ้นแทบทุกวันในห้องประชุมการตลาด และฟังดูเป็นคำถามที่ถูกต้อง เพราะทีมที่ดีควรตอบให้ได้ว่ากำลังแก้ปัญหาอะไร Insight คืออะไร และสุดท้ายอยากให้ผู้บริโภคจำอะไรเวลาสื่อสารออกไป แต่มีความเป็นไปได้อีกด้านหนึ่งที่เราไม่ค่อยพูดถึง นั่นคือบางครั้งคำถามนี้ถูกถาม “เร็วเกินไป” และทันทีที่มันเกิดขึ้น...
13 ส.ค.ยาว 2 นาที


ลูกค้าไม่ได้ “ขี้เกียจซื้อ” แต่กำลังให้ความสำคัญกับตัวเองในวันนี้มากเกินไป
มีลูกค้าประเภทหนึ่งที่แทบทุกธุรกิจจะเคยเจอ เขาจะถามข้อมูลละเอียด เปรียบเทียบหลายตัวเลือก และดูเหมือนเข้าใจคุณค่าของสินค้าเป็นอย่างดี แต่สุดท้ายกลับจบบทสนทนาด้วยคำว่า “ขอคิดดูก่อน” หรือ “เดี๋ยวค่อยซื้อ” แล้วไม่กลับมาอีกเลย ปฏิกิริยาปกติของธุรกิจคือมองว่าลูกค้ายังไม่เห็นคุณค่ามากพอ หรือราคายังสูงเกินไป จึงตอบด้วยส่วนลด โปรโมชั่น หรือการติดตามเพื่อเร่งให้ตัดสินใจ แต่สำหรับสินค้าบางประเภท เช่น คอร์สเรียน ฟิตเนส ประกัน การออม หรือการลงทุน ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ความสนใจหรือราคา...
12 ส.ค.ยาว 1 นาที


เราแก้ปัญหา Engagement ผิดชั้นมาตลอด: คนที่หมดแรงก่อน อาจไม่ใช่พนักงาน แต่คือหัวหน้าของเขา
ภาพหนึ่งที่พบได้บ่อยในองค์กรคือ บริษัทจัดกิจกรรม Employee Engagement ให้พนักงาน มีทั้ง Town Hall, Well-being Program, Workshop และกิจกรรมสร้างทีม ขณะที่หัวหน้าทีมจำนวนหนึ่งนั่งอยู่หลังห้อง เปิดโน้ตบุ๊กตอบอีเมล เคลียร์ approval และพยายามตามงานที่ค้างจากเมื่อวาน ภาพนี้อาจอธิบายปัญหา Engagement ได้ดีกว่าแบบสำรวจหลายชุด เพราะในขณะที่องค์กรพยายามดูแล “พนักงาน” คนที่ต้องรับผิดชอบประสบการณ์การทำงานของพนักงานกลับกำลังหมดแรงเสียเอง ข้อมูลจาก State of the Global Workplace 2026 ของ Gall
10 ส.ค.ยาว 1 นาที
bottom of page